ประวัติโรงเรียนบ้านนาทม
โรงเรียนบ้านนาทม ตั้งเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2465 โดยนายอำเภอเป็นผู้จัดตั้งดำรงอยู่ได้ด้วยเงินประถมศึกษาและเงินศึกษาพลี จัดการสอนแบบสหศึกษาแบ่งชั้นเรียนออกเป็น 3 ชั้น คือ จากชั้นมูลศึกษาถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (ประถมสามัญ) เมื่อจบชั้นประถมสามัญซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับแล้วนักเรียนชายจะเรียนต่อประถมสายวิสามัญศึกษาอีก 2 ปีก็ได้ ถึงพ.ศ. 2472 ได้ประกาศใช้แผนการศึกษาชาติใหม่ แบ่งชั้นเรียนออกเป็น 4 ชั้น คือจากชั้นประถมปีที 1 ถึงชั้นประถมปีที่ 4 จนถึงพ.ศ. 2475 ได้เกิดภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ งบประมาณของประเทศไม่พอใช้จ่ายขาดงบดุลเป็นอย่างมาก ทางราชการจึงสั่งให้ยุบโรงเรียนสาขาของตำบล ขณะนั้นก็ได้แก่โรงเรียนบ้านหมูม้นจึงถูกยุบโดยปริบาย คงเหลือแต่โรงเรียนนี้เท่านั้น ครูโรงเรียนสาขาก็ถูกปลดออกโดยชั่วคราวจนกว่าการเงินของประเทศจะดีขึ้นจึงจะเรียกกับเข้าทำงานใหม่ในปี พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ และในปีนี้ได้ประกาศใช้แผนการศึกษาใหม่อีก โดยให้มีการเรียนชั้นประถมสามัญ 4 ปี คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-4 และชั้นประถมวิสามัญ 2 ปี คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 5- 6 ในชั้นประถมวิสามัญนี้เน้นหนักด้านวิชาชีพทางการเกษตร ใช้ ป.6 เป็นตัวประโยคสำหรับนักเรียนชาย ส่วนนักเรียนหญิงคงถือชั้น ป.4 เป็นตัวประโยค ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2479 รัฐบาลได้ประกาศใช้แผนการศึกษาฉบับใหม่อีก ได้ตัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6 ออกคงให้เรียนในชั้นประถมเพียง 4 ชั้นเท่านั้น คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 4 เมื่อมีใครเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถือว่าจบชั้นประถมศึกษาบริบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2480 ได้เพิ่มชั้นเตรียมประถมขั้นอีก 1 ชั้น เมื่อผ่านชั้นเตรียมประถมแล้วจึงขึ้นเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 -2 -3 – 4 ตามลำดับ
ในปี พ. ศ. 2494 รัฐบาลได้ประกาศใช้แผนการศึกษาชาติใหม่อีก ได้กำหนด ชั้นเรียนในประถมศึกษาเพียง 4 ชั้น คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 4
ในปี พ.ศ. 2503 รัฐบาลได้ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติใหม่อีก ได้แบ่งชั้นเรียนในระดับประถมออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับประถมศึกษาตอนต้นมี 4 ชั้น คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 4 และประโยคประถมศึกษาตอนปลาย 3 ชั้น คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 7 แต่ในตอนนั้นรัฐบาลยังประกาศขยายการศึกษาภาคบังคับถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 ยังไม่ครบทุกตำบล โดยเฉพาะโรงเรียนนี้ยังไม่ได้ประกาศขยายการศึกษาภาคบังคับเช่นกัน แต่ได้สอนในระดับประถมปลาย ป. 5 – 7 เมื่อปีการศึกษา 2513 เป็นต้นมา
เมื่อแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2520 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่ปีการศึกษา 2521 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาธิการได้มีการปรับปรุงหลักสูตรทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาใหม่ และปรับระบบชั้นเรียนให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2520 ได้กำหนดระยะเรียนชั้นประถมศึกษา 6 ปี ใหม่ชั้นเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และให้ใช้หลักสูตรประถมศึกษาใหม่แทนหลักสูตรประโยคประถมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย พุทธศักราช 2503 ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ปีการศึกษา 2521 ให้ใช้หลักสูตรประถมศึกษาใหม่ เฉพาะชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ส่วนชั้นประถมศึกษาปีที 2 – 6 นั้น ให้ใช้หลักสูตรเก่าพุทธศักราช 2503 และให้ยกเลิกชั้นประถมศึกษาปีที่ 7
ปีการศึกษา 2522 ให้ใช้หลักสูตรใหม่เฉพาะชั้น ป. 1 – 2 ส่วนชั้น ป. 3 – 6 ให้คงใช้หลักสูตรเก่าพุทธศักราช 2503
ปีการศึกษา 2523 ให้ใช้หลักสูตรใหม่เฉพาะชั้น ป. 1 – 3 ส่วนชั้น ป. 4 – 6 ให้คงใช้หลักสูตรเก่าพุทธศักราช 2503
ปีการศึกษา 2524 ให้ใช้หลักสูตรใหม่เฉพาะชั้น ป. 1 – 4 ส่วนชั้น ป. 5 – 6 ให้คงใช้ หลักสูตรเก่าพุทธศักราช 2503
ปีการศึกษา 2525 ให้ใช้หลักสูตรใหม่เฉพาะชั้น ป. 1 – 5 ส่วนชั้น ป. 6 ให้คงใช้หลักสูตรเก่าพุทธศักราช 2503
ปีการศึกษา 2526 ให้ใช้หลักสูตรใหม่ทุกชั้น
ปีการศึกษา 2533 ให้ใช้หลักสูตรพุทธศักราช 2533
ปีการศึกษา 2545 เปลี่ยนไปใช้หลักสูตรพุทธศักราช 2544
ปัจจุบันใช้หลักสูตรพุทธศักราช 2551
การเปลี่ยนแปลงสังกัด
แต่เดิมโรงเรียนนี้สังกัดกองการประถมศึกษา กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2509 รัฐบาลซึ่งมีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า การประถมศึกษานั้นในนานาอารยะประเทศเจริญแล้ว ถือว่าเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น สำหรับการประถมศึกษาของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในภูมิภาคนี้ อาจกล่าวได้ว่ายังมีสภาพที่ล้าหลังอยู่มาก โดยเฉพาะในเรื่องโอกาสที่จะเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษายังมิได้เป็นไปทั่วถึงและยังไม่ได้รับการศึกษาที่สูงพอ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาพอแล้วนี้รัฐบาลจึงให้โอนการศึกษาประชาบาลจากกระทรวงศึกษาธิการไปให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2509 โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกัน 4 หน่วยงาน คือ
1.กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบด้านนโยบายจัดการศึกษา
2.กระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบด้านวิชาการโดยกำหนดหลักสูตร แบบเรียน แนวการสอน วัดผล
3.คุรุสภา รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครู ส่วนจังหวัด
4.องค์การบริหารส่วนจังหวัด รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการศึกษาในเขตของตน
การที่แยกการบริหารและวิชาการออกเป็นความรับผิดชอบของแต่ละกระทรวงเช่นนี้จึงทำให้เกิดความสับสน ขาดการประสานงาน และไม่สามารถใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควร รวมทั้งนักเรียนส่วนหนึ่งอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ การเรียนการสอนในโรงเรียนประชาบาลต่ำกว่าโรงเรียนในสังกัดอื่นๆ นอกจากนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีรายได้จำกัด ต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดินเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่สามารถรับภาระการจัดการศึกษาประชาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขจัดปัญหาดังกล่าวและเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมปัจจุบัน รัฐบาลจึงได้โอนการศึกษาประชาบาลไปสังกัดกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2523 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานเทียบเท่ากรม ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่เสนอแนะนโยบายและจัดทำแผนพัฒนา มาตรฐานด้านต่างๆ เสนอแนะเกี่ยวกับงบประมาณ ติดตามและประเมินผลการจัดการประถมศึกษา