ประวัติ โรงเรียนบ้านหนองแวงโพนเขวา

ประวัติโรงเรียน

             ประวัติและที่ตั้งโรงเรียน

             โรงเรียนบ้านหนองแวงโพนเขวา ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25  กรกฎาคม พ.ศ. 2479 ใช้ชื่อว่าโรงเรียนประชาบาลตำบลโพนเขวา 2 อาศัยศาลาวัดบ้านหนองแวงเป็นสถานที่เรียน ต่อมาเมื่อวันที่  4  กรกฎาคม 2482  ได้ย้ายโรงเรียนมาอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันบนเนื้อที่ 44 ไร่ เศษ อยู่ในพื้นที่บ้านกอก หมู่ที่ 4   ตำบลโพนเขวา  และได้ขึ้นทะเบียนเป็นบ้านเลขที่ 72  หมู่ 4  ตำบลโพนเขวา  อำเภอเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ 

           สภาพที่ตั้งและชุมชน

             โรงเรียนบ้านหนองแวงโพนเขวา ตั้งอยู่บนเนินที่ราบสูง อยู่ห่างจากถนนสายอุบล-ศรีสะเกษ 500 เมตร  และสถานีรถไฟบ้านหนองแวง  400 เมตร รอบข้างเป็นหมู่บ้านชุมชนเล็กๆ และทุ่งนา มีหมู่บ้านในเขตบริการ   จำนวน   7   หมู่บ้าน คือหมู่ 1และ 2 บ้านโพนเขวา หมู่ 6 และ 7 บ้านหนองแวง  หมู่ 4 บ้านกอก  หมู่ 9 บ้านโนนสังข์ และ หมู่ 10 บ้านโนนเล่ย์  อาชีพหลักของประชากรในชุมชนได้แก่การเพาะปลูก   การค้าขาย   และออกไปรับจ้างในเมืองหรือชุมชนอื่นๆ  เช่น กรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง   สืบเนื่องจากสภาพพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก   มีแม่น้ำมูลไหลผ่าน   และอยู่ไม่ไกลจากเมืองนัก   จึงมีการปลูกพริกและผัก  นอกฤดูการทำนา   ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธร้อยละ  99.99   ศาสนาคริสต์ร้อยละ .01 ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป คือ ประเพณีแห่บั้งไฟ ผู้ปกครองส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับการศึกษาภาคบังคับ ป.4, ป.6, ม.3 ร้อยละ 98 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 95  ฐานะทางเศรษฐกิจ/รายได้เฉลี่ย   40,000   บาท / คน / ปี

        จุดแข็งของชุมชน

             1. ด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ ที่เหมาะต่อการทำการเกษตร  มีป่าไม้ตามธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งอาหารของชุมชน  สภาพดังกล่าวนี้ทำให้คนที่อยู่ในชุมชนมีอาชีพหลักคือการทำนา, ปลูกพริก, ปลูกพืชผักตามฤดูกาล และเลี้ยงวัว ควาย  นำมาซึ่งรายได้ในการใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้มีคุณภาพชีวิต

ที่ดีขึ้น

             2. ด้านสภาพการคมนาคม  การสัญจรไป มา ค่อนข้างสะวก  ถนนในหมู่บ้าน/ชุมชน

จะเป็นถนนคอนกรีต  ราดยาง  ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมโยงไปยังสถานที่ต่าง ๆ  และนำพืชผักทางการเกษตรไปจำหน่ายได้สะดวก

             3.ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี  มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบทอดยาวนาน

คือ ฮีต  12 (ประเพณี  12  เดือน)  และประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งประเพณีเหล่านี้เยาวชนได้รับการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมมาเป็นวิถีชีวิตในชุมชนทำให้เยาวชนได้ซึมซับประเพณีดังกล่าวนี้

             4. ด้านอาชีพของชุมชน  อาชีพของชุมชนส่วนใหญ่ร้อยละ  98  ประกอบอาชีพเกษตรกรและมีอาชีพอื่น ๆ เช่น ข้าราชการ  รับจ้าง  หรือไปทำงานในต่างถิ่นและส่งรายได้มาจุนเจือครอบครัว  หากครอบครัวใดยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็จะนำมาซึ่งการมีความสุขอยู่ตามอัตภาพ

            5. ด้านความสามัคคีของคนภายในชุมชน  โดยภาพรวมประชาชนในชุมชนมีความสามัคคี  เสียสละ  มีจิตอาสา  พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

           6. ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น  พบว่าภายในชุมชนมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจและมีประโยชน์อยู่หลายด้าน เช่น การประกอบอาชีพทางการเกษตร  ดนตรีพื้นบ้าน(แคน)  การจักสาน

    

          จุดอ่อนของชุมชน

             1. ประชาชนส่วนหนึ่งยังมีค่านิยมด้านการบริโภคนิยม,  สุขนิยม,  วัตถุนิยม  ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ

             2. อบายมุข  ยาเสพติด  ยังคงมีอยู่ในชุมชนทำให้ชุมชนเกิดความอ่อนแอเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาต่างๆ

            3. การเดินทางไปทำงานต่างถิ่นแล้วฝากบุตรหลานให้อยู่ในความดูแลของคนอื่น  ทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น

            4.มีภาวะการว่างงาน หลังฤดูการทำการเกษตรเนื่องมาจากขาดปัจจัยในการผลิต เช่น ระบบชลประทาน เป็นต้น

            5. ปัญหาพฤติกรรมของบุคคลบางกลุ่มในชุมชนนิยมใช้ความรุนแรง  มีปัญหาทะเลาะวิวาท  สังคมไม่ได้มีความประนีประนอมแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย

           6.ค่านิยมของคนในชุมชนส่วนหนึ่งส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนในตัวเมือง  ทำให้เด็กขาดจิตสำนึกรักบ้านเกิด  รักชุมชน ขาดความผูกพัน  เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการขอความร่วมมือ

           7.ปัญหาการทำการเกษตร ที่ใช้สารเคมีมากเกินความจำเป็น  ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ทำให้เป็นปัญหาด้านสุขภาพ

           จุดที่เอื้อต่อการพัฒนา 

            1. ครู มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  มีวุฒิและวิทยฐานะสูงขึ้น  สามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการจัดการสอน

            2. นักเรียน มีความสามารถที่หลากหลาย สามารถนำความสามารถดังกล่าวมาพัฒนาและแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น

            3. ชุมชน ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียน เช่น การระดมทรัพยากร  การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาในด้านต่าง ๆ

            4. แหล่งเรียนรู้ ในชุมชนมีแหล่งเรียนรู้หลายแห่ง เช่น วัด  แม่น้ำ  ป่าชุมชน

            5. ผู้ปกครองนักเรียน มีจิตสำนึกในการเป็นเจ้าของโรงเรียนทำให้สะดวกต่อการขอความร่วมมือ

           อุปสรรคต่อการพัฒนา

             1.ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนซึ่งยังขาดความร่วมมือจากผู้ปกครองในการร่วมมือกันแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียน

             2. ผู้ปกครองบางส่วนมีค่านิยมส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนต่อในเมืองโดยมีรถรับ-ส่ง  มองข้ามความสำคัญของสถานศึกษาที่อยู่ใกล้บ้านทำให้เด็กไม่รักถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง


ปรับปรุงข้อมูลเมื่อ 2022-01-13 04:14:34 น.