ธรรมะก่อนนอน   
เมื่อไม่ได้พัฒนาด้านจิตใจ    จะพัฒนาด้านใดก็ไร้ผล
การพัฒนาต้องเริ่มที่ใจตน    จึงเกิดผลพัฒนาที่ถาวร

          หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต

    ประวัติของท่านงดงามมาก ไม่มีอะไรด่างพร้อย ท่านเป็นพระปรมาจารย์ ทางกัมมัฏฐานที่มีปฏิปทาอย่างมั่นคงในพระธรรมวินัย เป็นความจริงที่ว่า ท่าน ได้ฟื้นฟูการปฏิบัติธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนา คุณธรรมต่างๆ ได้ปรากฏ ขึ้นกับ ลูกศิษย์อย่างแพร่หลายในปัจจุบันนี้ เช่น หลวงปู่เทศก์ เทศรังสี  หลวงปู่ขาว อนาลโย  หลวงปู่แหวน สุจิณโณ  หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน  เป็นต้น
    ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี วันที่ 20 มกราคม 2413 ที่บ้านคำบง ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 9 คน ท่านเป็นคนหัวปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 15 ปี ได้บวชเป็นพระ เมื่ออายุ 22 ปี ที่วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม จ.อุบลราชธานี) ได้ฉายาว่า ภูริทัตโต แปลว่า ผู้ให้ปัญญา ผู้แจกจ่ายความฉลาด
    ท่านละสังขาร เมื่อวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2492 รวมศิริอายุได้ 86 ปี ซึ่งสถานที่เมรุที่เผาศพท่าน ปัจจุบันเป็นพระอุโบสถของวัดสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร  อัฐิของท่านได้ปรากฏในเวลาต่อมาว่า เป็นพระธาตุ ทำให้เชื่อกันว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอริยะชั้นสูง ในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน

 คำสอนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     " มุตโตทัย " (17 ข้อ)

1.การปฏิบัติเป็นเครื่องยังพระสัทธรรมให้บริสุทธิ์

   สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงว่าธรรมของพระตถาคต เมื่อเข้าไปประดิษฐานในสันดาน ของปถุชนแล้ว  ย่อมเป็นของปลอมทั้งสิ้น(สัทธรรมปฏิรูป)  แต่ถ้าเข้าไปประดิษฐานในจิตสันดานของ พระอริยะเจ้าแล้วไซร์  ย่อมเป็นของบริสุทธิ์แท้จริงและเป็นของไม่ลบเลือนด้วย  เพราะฉะนั้นเมื่อ ยังเพียรเรียนปริยัติธรรมฝ่ายเดียว จึงยังใช้การไม่ได้ดี  ต่อเมื่อมาฝึกหัดปฏิบัติจิตใจ กำจัดเหล่า กระปอมก่า(กิ้งก่า) คืออุปกิเลสแล้วนั้นแหละ จึงจะยังประโยชน์ให้สำเร็จเต็มที่ และทำให้พระสัทธรรม บริสุทธิ์  ไม่วิปลาสคลาดเคลื่อนจากหลักเดิมด้วย

2.ฝึกตนดีแล้วจึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า

  สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทรมานฝึกหัดพระองค์ จนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมโพธิญาณ เป็น
" พุทโธ - ผู้รู้ " ก่อนแล้ว จึงเป็น " ภควา " ผู้ทรงจำแนกแจกธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์   สัตถา จึงเป็นครู ของเทวดาและมนุษย์  เป็นผู้ฝึกบุรุษ ผู้มีอุปนิสัย บารมีควรแก่การทรมานในภายหลัง  จึงทรงพระคุณ ปรากฏว่า ชื่อเสียงกิตติศัพท์อันดีงามของพระองค์ย่อมเฟื่องฟุ้งไปในจตุรทิศจนตราบเท่าทุกวันนี้  
แม้อริยสงฆ์สาวกเจ้าที่ล่วงลับไปแล้วทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน  ปรากฏว่าท่านฝึกทรมานตนได้ดีแล้ว จึงช่วยพระบรมศาสดาจำแนกธรรม สั่งสอนประชาชนในภายหลัง  ท่านจึงมีเกียรติคุณปรากฏ เช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถ้าบุคคลไม่ทรมานตนให้ดีก่อนแล้วและทำการจำแนกแจกแจงธรรม สั่งสอนไซร์  ก็จักเป็นผู้มีโทษ คือเป็นผู้มีชื่อเสียงชั่วฟุ้งไปในจตุรทิศ  เพราะเหตุที่ไม่กระทำตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยสงห์สาวกเจ้าในกาลก่อนทั้งหลาย

3.มูลมรดกอันเป็นต้นเหตุทำการฝึกฝน

  เหตุใดหนอ  นักปราชญ์ทั้งหลายจะสวดก็ดี จะรับศีลก็ดี หรือจะทำการกุศลใดๆ ก็ดี  จึงต้องนโมก่อน จะทิ้งนโมไม่ได้เลย  เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องเป็นสิ่งสำคัญ จะยกขึ้นพิจารณา  ได้ความปรากฏว่า " น " คือ ธาตุน้ำ   " โม " คือ ธาตุดิน   พร้อมกับบทพระคาถาขึ้นมาว่า  สัมภวธาตุของมารดา บิดา ผสมกันจึงเป็นตัวตนขึ้นมา เมื่อคลอดจากครรภ์มาตาแล้ว ก็ได้รับข้าวสุกและขนมกุมมาสเป็นเครื่องเลี้ยง จึงเจริญเติบโตขึ้นมาได้  " น " เป็นธาตุของมารดา   " โม " เป็นธาตุของบิดา ฉะนั้นเมื่อธาตุทั้งสองผสมกันเข้าไป ไฟของมารดา เคี่ยวเข้าจนได้นามว่า " กัลละ " คือน้ำมันหยดเดียว ณ ที่นี้เอง ปฏิสนธิวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิได้ จิตจึงได้ปฏิสนธิในธาตุ  มโน นั้น เมื่อจิตเข้าไปอาศัยแล้ว กัลละ ก็ค่อยเจริญขึ้นเป็น " อัมพุชะ " คือเป็นก้อนเลือด  เจริญจากก้อนเลือดมาเป็น " ฆนะ " คือเป็นแท่ง และ " เปสี " คือชิ้นเนื้อ แล้วขยายตัวออกคล้ายรูปจิ้งเหลน จึงเป็น " ปัญจสาขา " คือแขนสอง ขาสอง หัวหนึ่ง  ส่วนธาตุ " พ " คือลม  " ธ " คือไฟ นั้นเป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลังเพราะจิตไม่ถือ  เมื่อละจากกัลละนั้นแล้ว กัลละก็ต้องทิ้งเปล่าหรือสูญเปล่า เพราะลมและไฟก็ไม่มี  คนตายลมแลพไฟก็ดับสูญไป จึงว่าเป็นธาตุอาศัย  ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ธาตุทั้งสองคือ " มโน " เป็นดั้งเดิม
   ในกาลต่อมา เมื่อคลอดออกมาแล้วก็ต้องอาศัย " น " มารดา  " โม " บิดา เป็นผู้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงมาด้วยการให้ข้าวสุกและขนมกุมมาส เป็นต้น ตลอดจนแนะนำสั่งสอนความดีทุกอย่าง ท่านจึงเรียก มารดาบิดา ว่าบุพพาจารย์ เป็นผู้สอนก่อนใครๆทั้งสิ้น มารดาบิดาเป็นผู้มีเมตตาจิตต่อบุตรธิดา จะนับประมาณมิได้ มรดกที่ท่านทำให้ กล่าวคือรูปกายนี้แล เป็นมรดกดั้งเดิม ทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของภายนอก ก็เป็นไปจากรูปกายนี้เอง ถ้ารูปกายไม่มีแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้ ชื่อว่าไม่มีอะไรเลย เพราะเหตุนั้น ตัวของเราเป็น " มูลมรดก " ของบิดามารดาทั้งสิ้น จึงว่าคุณของท่าน จะนับประมาณมิได้เลย ปราชญ์ทั้งหลายจึงหาได้ละทิ้งไม่ เราต้องเอาตัวเราคือ " นโม " ตั้งขึ้นก่อน แล้วจึงทำกิริยาน้อมไหว้ลงภายหลัง  " นโม " ท่านแปลว่านอบน้อม นั้นเป็นการแปลเพียงกิริยา หาได้แปลต้นกิริยาไม่  มูลมรดกนี้แล เป็นต้นทุนทำการฝึกหัดปฏิบัติตน ไม่ต้องเป็นคนจนทรัพย์สำหรับทำทุนปฏิบัติ

4.มูลฐานสำหรับทำการปฏิบัติ

  " นโม " เมื่อกล่าวเพียงสองธาตุเท่านั้น ยังไม่สมประกอบ ยังไม่เต็มส่วน ต้องพลิกสระพยัญชนะดังนี้คือ เอาสระอะ จากตัว น มาใส่ตัง โน  เป็น " มโน " แปลว่าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้ทั้งกาย ทั้งใจ เต็มตามสมควรแก่การใช้เป็นมูลฐานแห่งการปฏิบัติได้  " มโน " คือใจ นี้เป็นดั้งเดิม เป็นมหาฐานใหญ่ จะทำจะพูดอะไรก็ย่อมเป็นไปจากใจนี้ทั้งหมดได้ ในพระพุทธพจน์ ว่า " มโนปุพพังคมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโนมยา " คือธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ
    พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจากใจ คือมหาฐานนี้ทั้งสิ้น เหตุนี้เมื่อพระสาวกผู้ได้มาพิจารณาตามมาจนถึงรู้จัก " มโน " แจ่มแจ้งแล้ว มโนก็สุดบัญญัติ คือพ้นจากบัญญัติทั้งสิ้น สมมติทั้งหลายในโลกนี้ต้องออกไปจากมโนทั้งสิ้น ของใครก็ก้อนของใคร ต่างคนต่างถือเอาก้อนอันนี้ ถือเอาเป็นสมมติบัญญัติตามกระแสแห่งน้ำโอฆะ จนเป็นอวิชชา ตัวก่อภพก่อชาติ ด้วยการไม่รู้เท่าด้วยการหลง " หลงถือว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราทั้งหมด "

9.อุบายแห่งวิปัสสนาอันเป็นเครื่องถ่ายถอนกิเลส

    ธรรมชาติของดีทั้งหลาย ย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี มีอุปมาดั่ดอกปทุมชาติอันสวยๆงามๆ ที่เกิดขึ้นมาจากโคลนตม แล้วย่อมเป็นสิ่งที่สะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชา อุปราช อำมาตย์ และเสนาบดี เป็นต้น และดอกบัวนั้น มิได้กลับคืนไปยังโคลนตมนั้นอีกเลย
     ข้อนี้เปรียบเหมือนพระโยคาวจรเจ้า ผู้ประพฤติพากเพียรประโยคพยายาม ย่อมพิจารณาซึ่งสิ่งสกปรกน่าเกลียด จิตจึงพ้นจากสิ่งสกปรกน่าเกลียดได้  สิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือ ตัวเรานี้เอง ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครก คืออุจจาระ ปัสสาวะ (มูตรคูต) ทั้งปวง  สิ่งที่ออกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ก็เรียกว่า " ขี้ " ทั้งหมด เช่น ขี้หัว ขี้เล็บ ขี้ฟัน เป็นต้น
     เมื่อสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่นลงสู่อาหาร มีแกงกับ เป็นต้น ก็รังเกียจต้องเททิ้งกินไม่ได้ และร่างกายนี้ต้องชำระขัดสีอยู่เสมอ จึงพอจะเป็นของดูได้ ถ้าหาไม่ก็จะมีกลิ่นเหม็นสาบเข่าใกล้ใครไม่ได้  ของทั้งปวงมีผ้าแพรเครื่องใช้ต่าง ๆ เมื่ออยู่นอกกายของเราก็เป็นของสะอาดน่าดู แต่เมื่อมาถึงกายนี้แล้ว ก็กลายเป็นของสกปรกไป เมื่อปล่อยไว้นานๆเข้าไม่ซักฟอก ก็จะเข่าใกล้ใครไม่ได้เลยเพราะเหม็นสาบ  ดั่งนี้จึงได้ความว่า " ร่างกายของเรานี้เป็นเรือนมูตรเรือนคูถ เมื่อชีวิตหาไม่แล้ว ยิ่งจะสกปรกหาอะไรเปรียบเทียบมิได้เลย "
     เพราะฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย จึงมาพิจารณาร่างกายนี้ ด้วยโยนิโสมนสิการ ตั้งแต่ต้นมาทีเดียว  คือขณะเมื่อยังไม่ทันเห็นชัดเจน ก็พิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งกาย อันเป็นที่สบายแก่จริต จนกระทั่งปรากฏเป็นอุคคหนิมิต คือปรากฏส่วนแห่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วกำหนดส่วนนั้นให้มาก เจริญให้มาก  ทำให้มากการเจริญให้มากนั้น พึงทราบอย่างนี้  ชาวนาเขาทำนา เขาก็ทำนาที่แผ่นดิน ปีต่อไปเขาก็ทำที่ดินนั่นเอง เขาไม่ได้ทำในอากาศกลางหาว คงทำแต่ที่ดินที่เดียว ข้าวของก็ได้เต็มยุ้งเต็มฉางเอง เมื่อมำให้มากในที่ดินนั้นแล้ว ไม่ต้องร้องเรียกว่า ข้างเอ๋ยข้าวจงมาเต็มยุ้งเน้อ ข้าวก็จะหลั่งไหลมาเอง และจะห้ามว่าข้าวเอ๋ยข้างจงอย่ามาเต็มยุ้งฉางเราเน้อ ถ้าทำนาในที่นั้นเองจนสำเร็จแล้ว ข้าวก็มาเต็มยุ้งเต็มฉางโดยไม่ต้องสงสัยเลย  ฉันใดก็ดี  พระยาโคยาวจรเจ้าก็ฉันนั้น  คงพิจารณาภายในที่เคยพิจารณาอันถูกนิสัย หรือที่ปรากฏมาให้เห็นครั้งแรก อย่าละทิ้งละเลยเป็นอันขาด
     การทำให้มากนั้น มิใช่หมายแต่การเดินจงกรมเท่านั้น  " ให้มีสติหรือพิจารณาในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอ " จึงจะชื่อว่าทำให้มาก   เมื่อพิจารณาในร่างกายนั้นชัดเจนแล้ว ให้พิจารณาแบ่งส่วน แยกส่วน ออกเป็นส่วนๆ ตามโยนิโสมนสิการของตน  กระจายออกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตลม ธาตุไฟ และพิจารณาให้เห็นไปตามนั้นจริงๆ   อุบายตอนนี้ตามแต่ตนจะใคร่ครวญออกอุบาย ตามที่ถูกจริตนิสัยของตน  แต่อย่าละทิ้งหลักเดิมที่ตนได้รู้ครั้งแรกทีเดียว
     พระยาโคยาวจรเจ้าเมื่อพิจารณาในที่นี้ พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก อย่าพิจารณาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือน ตั้งเดือน ให้พิจารณาก้าวเข้าไป ถอยออกมาเป็นอนุโลมปฏิโลม  คือเข้าไปสงบในจิต แล้วถอยออกมาพิจารณากาย  อย่าพิจารณากายอย่างเดียวหรือสงบที่จิตแต่อย่างเดียว 
พระยาโคยาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้ว หรือชำนาญอย่างยิ่งแล้ว  คราวนี้แล เป็นส่วนที่จะเป็นเอง  " คือจิตย่อมจะรวมใหญ่  เมื่อรวมพับลง  ย่อมปรากฏว่าทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียวกัน "

     คือหมดทั้งโลกย่อมเป็นธาตุทั้งสิ้น  นิมิตจะปรากฏขึ้นพร้อมกันว่า  โลกนี้ราบเหมือนน่ากลอง เพราะมีสภาพเป็นอันเดียวกัน  ไม่ว่าป่าไม้ ภูเขา มนุษย์ สัตว์  แม้ที่สุดตัวของเรา ก็ต้องล้มราบเป็นที่สุดอย่าเดียวกัน พร้อมกับญาณสัมปยุตต์  คือรู้ขึ้นมาพร้อมกันในที่นี้ ตัดความสนเท่ห์ในใจได้เลย  จึงชื่อว่า ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา คือทั้งเห็นทั้งรู้ตามความเป็นจริง  ขั้นนี้เป็นเบื้องต้นในอันที่จะดำเนินต่อไป  ไม่ใช่ที่สุด

(โปรดติดตามต่อไป ในไม่ช้านี้)