ก่อนจะมาเป็นผ้าไหม

ขั้นตอนก่อนที่จะมาเป็นผ้าไหมนับว่ามีหลายขั้นตอน ดังนี้
   1.การปลูกต้นหม่อน  
                การปลูกต้นหม่อนสำหรับเลี้ยงไหมเป็นอาชีพหนึ่ง ที่เกษตรกรไหมได้ทำกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว การจัดสรรสวนหม่อน เกษตรกรจะต้องมีการจัดการดูแลให้ใบหม่อนมีปริมาณเพียงพอต่อการเลี้ยงไหมในแต่ละรุ่นและเหมาะสมกับไหมในแต่ละวัยเพื่อให้ไหมที่เลี้ยงมีความแข็งแรงเนื่องจากได้ธาตุอาหารที่เหมาะสมการปลูกหม่อน ควรเลือก ที่ดินที่มีความชุ่มชื้นพอแต่น้ำไม่ท่วม หรือไม่ขัง จากนั้นก็เตรียมดินโดยการไถพรวนให้เรียบร้อย
                หม่อนที่ใช้ปลูกมีหลายพันธุ์ เช่น หม่อนน้อย หม่อนทองเกิ้น หม่อนหยวก หม่อนใบมน หม่อนใบโพธิ์ หม่อนส้ม หม่อนใหญ่หม่อนจาก หม่อนสา หม่อนใย หม่อนมี หม่อนโมเรทตี หม่อนโมเรเทียน และหม่อนมุลติดาบุลเล ฯลฯ เป็นต้นแต่พันธุ์ที่ใช้ปลูกกันนั้นนิยมเลือกพันธุ์ปลูกัน 2 ชนิดคือ หม่อนน้อยและหม่อนตาคำ เพราะเป็นพันธุ์ที่ให้ใบใหญ่มีใบดก
    2. ต้นหม่อน (Mulberry Tree หรือ White Mulberry) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Morus alba L. อยู่ในวงค์ Moraceae 
                ต้นหม่อนมีความความสำคัญในการเลี้ยงไหมมากเพราะใบหม่อนเป็นอาหารอย่างเดียวของตัวหนอนไหม ขั้นแรกจึงต้องมีการปลูกและดูแลต้นหม่อนให้เกิดใบต้นหม่อน เป็นพืชที่ขึ้นง่ายและเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องอาศัยน้ำมากนัก ถ้าเริ่มปลูกตอนต้นฤดูฝนต้นหม่อนก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ตลอดไป
    3. ตัวไหม  
                เริ่มเลี้ยงกันตั้งแต่ยังเป็นไข่เล็กๆ เท่าปลายเข็ม จนเติบโตเป็นตัวหนอน ไหมวัยอ่อน และวัยแก่ ตัวไหมเป็นตัวอ่อนของแมลงจำพวกผีเสื้อชนิดหนึ่งที่เมื่อถึงวัยจะผลิตใยไหมออกมาห่อหุ้มตัวเป็นรังไหมพันธุ์พื้นบ้านที่ชาวบ้านเลี้ยงกันอยู่เป็นเพันธุ์ไหมที่ฟักได้ตลอดปีเมื่อตัวหนอนเติบโตจะมีลักษระสีขาวนวลและเมื่อแก่ขึ้นจะมีสีเหลืองเพื่อทำรัง รังไหมจะเป็นสีเหลือง
   4. การเพาะเลี้ยงตัวไหม
                ไหมเป็นแมลงที่มีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์แบบวงจรของชีวิตตัวไหมจะเริ่มต้นจากไข่ ฟักเป็นตัวหนอนไหมในระยะเป็นตัวหนอนไหมจะลอกคราบ 4 ครั้ง พอหนอนไหมแก่เข้าก็จะชักใยทำรังหุ้มตัวเองแล้วตัวไหมจะลอกคราบเป็นดักแด้อยู่ในรังพอครบอายุดักแด้ก็จะกลายเป็นผีเสื้อเจาะรังออกมาผสมพันธุ์กัน พร้อมทั้งวางไข่ฟักเป็นตัวหนอนต่อไป วนเวียนกันอยู่อย่างนี้เรื่อยไป
   

5. วงจรชีวิตของหนอนไหม     

ระยะที่

ระยะเวลากินใบหม่อน

ระยะตัวไหมนอน

รวม

1

3

1

4

 2

2

1

3

3

3

1

4

4

4

2

6

5

7

 -

7

รวม

19

5

24

หนอนไหมมีระยะเวลาวงจรชีวิต 5 ระยะ โดยระยะที่ 1- ระยะที่ 4 ตัวไหมจะนอน และกินใบหม่อนสลับกัน ส่วนระยะที่ 5 ตัวไหมจะกินและชักใยทำรัง
    6. เครื่องมือที่ใช้ในการเลี้ยงไหม จากการออกสำรวจจะพบว่าชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านส่วนใหญ่จะเลี้ยงไหมเองโดยมี อุปกรณ์ ที่ใช้ ดังนี้
        1. กระด้ง ใช้สำหรับใส่ตัวหนอนไหม
        2. จ่อ  ใช้สำหรับใส่หนอนไหมวัยแก่เพื่อเตรียมชักใย
        3. ชั้นสำหรับวางกระด้ง  เพื่อเตรียมไว้วางกระด้งพักตัวไหม
        4. ผ้าคลุมกระด้ง  ใช้คลุมตัวหนอนไหมเพื่อไม่ให้แมลงมาไข่
        5. มีด  ใช้สำหรับหั่นใบหม่อนให้หนอนไหมวัยอ่อน
        6. ตะกร้าสำหรับเก็บใบหม่อน   ใช้เก็บใบหม่อนมาให้หนอนไหมกิน
        7. กระบะสำหรับฟักใบหม่อน  ใช้สำหรับเก็บใบหม่อนไว้ให้ได้มากๆ เพื่อทยอยให้หนอนไหมกินโดยไม่ต้องเก็บบ่อยๆ
        8. ที่ปัดแมลงวัน  เพื่อใช้ไล่แมลงขณะที่ให้อาหารหนอนไหม

ขั้นตอนการทำไหม

 
ก่อนที่จะทอผ้าไหมต้องมีขั้นตอนการเตรียมไหมก่อนทอหลังจากผ่านกรรมวิธีการเลี้ยงไหมแล้วจนตัวไหมทำรังขั้นตอนต่อไปก็คือนำตัวไหมที่มีรังหุ้มอยู่มาต้มเพื่อที่จะนำใยที่หุ้มตัวไหมอยู่ออกมาในรูปของเส้นไหม ซึ่งมีกรรมวิธี ดังนี้
 1. การสาวไหม 
        ทำได้โดยการต้มตัวไหม โดยใช้หม้อขนาดวัดโดยรอบประมาณ 25 นิ้ว ปากหม้อนั้นครอบด้วยไม้โค้งคล้ายห่วงของถังไม้และใช้ไม้ลักษณะแบนเจาะรูตรงกลางพาดระหว่างห่วงทั้งสองข้าง และเหนือไม้แบนๆ นี้ มีไม้รอกคล้ายจักรที่ให้หนูถีบ ซึ่งจักรมีลักษณะเป็นรูปกลมๆ จากนั้นเอาฝักไหมที่จะสาวใส่ลงไปในหม้อ ประมาณ 30 - 50 นาที ระหว่างที่รอให้คน ประมาณ 2 - 3 ครั้ง ให้รังไหม    สุกทั่วกัน แล้วเอาแปรงชะรังไหมเบาๆ เส้นไหมก็จะติดแปรงขึ้นมา จึงนำมาสอดที่รูตรงกลางของไม้ระหว่างห่วงทั้งสองข้าง และสาวให้พ้นรอก 1 รอบ จากนั้นเวลาสาวไหม จะใช้มือทั้งสองข้าง โดยมือหนึ่งสาวไหมจากรอกลงภาชนะที่รองรับเส้นไหม ส่วนอีกมือหนึ่งถือไม้อันหนึ่งเรียกว่า "ไม้ขืน" ซึ่งมีลักษณะเป็นง่ามยาวประมาณ 1 ศอกเพื่อเพื่อใช้ในการกดและเขย่ารังไหมที่อยู่ในหม้อเพราะรังไหมที่อยู่ในหม้อนั้นจะลอยถ้าไม่กด และเขย่าก็จะเกาะกันแน่นสาวไม่ออก หรือออกมาในลักษณะที่เส้นไหมมีขนาดไม่สม่ำเสมอกัน เครื่องสาวไหมทั้งหมดเรียกว่า "เครื่องพวงสาว" การสาวไหมนี้ต้องหมั่นเติมน้ำเย็นลงไปเป็นระยะระวังอย่าให้น้ำถึงกับร้อนและเดือด

เครื่องมือในการสาวไหมประกอบด้วย
        1. เครื่องสาวไหม หรือ พวงสาว คือ รอกที่ใช้ดึงเส้นไหมออกจากหม้อ
        2. เตาไฟสำหรับต้มรังไหม อาจเป็นเตาถ่านหรือเตาที่ใช้ฟืนก็ได้
        3. หม้อสำหรับต้มรังไหมจะเป็นหม้อดินหรือหม้อเคลือบก็ได้ ที่นิยมใช้หม้อนึ่งข้าวเหนียว เรียกว่าหม้อนึ่งเพราะมีขอบปากบานออกรับกับพวงสาวได้พอดี
        4. แปรงสำหรับชะรังไหมทำด้วยฟางข้าว
        5. ถังใส่น้ำ เพื่อเอาไว้เติมน้ำในหม้อต้มเมื่อเวลาน้ำร้อนเดือด
        6. ไม้ขืน สำกรับเขี่ยรังไหมในหม้อให้เป็นไปตามต้องการและให้เส้นไหมผ่านขึ้นไปยังรอก
        7. กระบุงหรือตะกร้า  สำหรับใส่เส้นไหม
        
 2. การฟอกไหม 
        หลังจากที่สาวไหมจนหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ ต้องนำไหมที่ได้นั้นมาฟอกให้นิ่มและเป็นสีขาว วิธีฟอกไหม ชาวบ้านไม่ได้ใช้สารเคมี แต่จะใช้ของที่หาง่ายอยู่ใกล้ตัว เช่น กาบกล้วย ใบกล้วย ต้นกล้วย ผักโขมหนาม ต้นตัง ไก่น้อย งวงต้นตาล ก้านตาล ฝักหรือเปลือกเพกา ฯลฯ  อย่างใดอย่างหนึ่งนำมาฝานให้บาง ผึ่งแดดให้แห้ง และเผาไฟจนเป็นเถ้า นำเถ้าที่ได้ไปแช่น้ำไว้ให้ตกตะกอน ใช้เฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใส นำไหมที่จะฟอกลงแช่โดยก่อนจะนำไหมลงแช่จะต้องทุบไหมให้อ่อนตัว เพื่อที่น้ำจะได้ซึมเข้าได้ง่าย แช่จนไหมนิ่มและขาว จึงนำไปผึ่งแดดให้แห้ง หากไหมยังไม่สะอาดก็นำไปแช่ตามวิธีเดิมอีก จากนั้นการดึงไหมออกจากลุ่มไหมจะต้องทำโดยระมัดระวังไม่ให้พันกัน เส้นไหมที่ฟอกแล้วจะอ่อนตัวลง เส้นนิ่ม
3. การย้อมสีไหม  
        สีไหมที่นิยมใช้ย้อมมี 2 ชนิด คือ
        3. 1. สีย้อมที่ได้จากธรรมชาติ ได้จากต้นไม้ ใช้ได้ทั้งใบ เปลือก ราก แก่นและผล ชาวอีสานรู้จักการย้อมสีไหมให้ได้สีตามต้องการ จากสีธรรมชาติมานานแล้ว มีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควรเริ่มจากไปหาไม้ที่จะให้สีที่ต้องการ ซึ่งจะอยู่ในป่าเป็นส่วนไหญ่ บางสีต้องการใช้ต้นไม้หลายชนิด ทำให้ยุ่งยาก เมื่อได้มาแล้วต้องมาสับมาซอย หั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำไปต้มกรองเอาน้ำให้ได้มากตามต้องการ แล้วจึงนำไปย้อมแต่ละครั้งสีจะแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนเดิมทีเดียว ทำให้เกิดรอยด่างบนผืนผ้าได้ ปัจจุบันจึงนิยมใช้สีเคมีเป็นส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด เพราะย้อมง่าย ขั้นตอนที่ทำไม่ยุ่งยากซับซ้อนสีที่ได้สม่ำเสมอ จะย้อมกี่ครั้งๆ ก็ได้สีเหมือนเดิมและสีติดทนนานมากกว่าสีจากธรรมชาติ ต้นไม้ที่นำย้อมแบบพื้นบ้าน สีที่ย้อมจากธรรมชาติ มีดังนี้
            1. สีแดง ได้จาก ครั่ง รากยอ
            2. สีน้ำเงิน ได้จาก ต้นคราม
            3. สีเหลือง ได้จาก แก่นขนุน ขมิ้นชัน แก่นเข
            4. สีเขียว  ได้จาก เปลือกสมอและใบหูกวาง ใบเตย
            5. สีม่วงอ่อน ได้จาก ลูกหว้า
            6. สีชมพู  ได้จาก ต้นฝาง ต้นมหากาฬ
            7. สีดำ ได้จาก เปลือกสมอ และลูกมะเกลือ ลูกระจาย
            8. สีส้ม ได้จากลูกสะตี (หมากชาตี)
            9. สีน้ำตาลแก่ ได้จาก จานแก่นอะลาง
            10. สีกากีแกมเขียว ได้จาก เปลือกเพกากับแก่นขนุน
            11. สีกากีแกมเหลือง ได้จาก หมากสงกับแก่นแกแล

       3.2. สีย้อมวิทยาศาสตร์  หรือสีสังเคราะห์ มีส่วนผสมทางเคมีวิธีย้อมแต่ละครั้ง จะใช้สัดส่วนของสี และสารเคมีที่แน่นอนสีที่ได้จากการย้อมแต่ละครั้งจะเหมือนกัน แหล่งทอผ้าในปัจจุบันนิยมใช้สีย้อมวิทยาศาสตร์

ก่อนจะทอผ้าไหมมีขั้นตอนการเตรียมไหมสำหรับทอ โดยมีวิธีการดังนี้

1. หลังจากได้ไหมที่ฟอกและย้อมสีแล้วนำไหมที่ได้มากวักไหมจากกงมาใส่อัก

       
                               กำลังกวักไหมจากกงมาใส่อัก 

2. นำไหมจากอักมาใส่โบก

    
                        กำลังกวักไหมจากอักมาใส่โบก

3. นำไหมจากโบกมาใส่หลอดโดยใช้หลาเป็นเครื่องมือในการปั่นไหม

     
                            กำลังปั่นไหมจากโบกมาใส่หลอด

4.  หลังจากได้หลอดด้าย(ไหม)โดยไหมที่เข็นได้นั้นใส่หลอดให้มีขนาดพอประมาณ
      เพื่อนำมาใส่กระสวย

   
                                     หลอดด้าย(ไหม)

5.  หลังจากได้หลอดไหมแล้วหลังจากนั้นนำมาใส่กระสวย

  เครื่องมือในการทอผ้าไหม
        เครื่องมือที่สำคัญใช้ในการทอผ้า เรียกว่า กี่ทอผ้าหรือหูก เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้าที่พบโดยทั่วไป มี 2 ชนิด คือ กี่ตั้งและกี่กระตุก ซึ่งประกอบด้วย กระสวย หลอดด้าย ไม้เหยียบหูก ไม้หาบหูก ไนสำหรับปั่นหลอด กงสำหรับใส่ไจด้าย ฟืม ผังสำหรับดึงผ้า ส่วนหลักในการทอผ้าไหม คือใช้หลักของการขัดกันของเส้นไหม ที่เรียกว่า เส้นยืนและเส้นพุ่ง
        1. กี่ทอผ้าไหม เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งอีกอันหนึ่ง ลักษณะของกี่ จะมีโครงสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยม ประกอบด้วยเสาหลัก 4 เสา มีไม้ยึดติดกัน เป็นแบบดั้งเดิมที่ใช้มาในอดีตและปัจจุบันยังนิยมใช้อยู่ เพราะกี่ชนิดนี้ใช้ทอผ้าที่มีลวดลายต่างๆ ได้ดีกว่าชนิดอื่นๆ กี่กระตุกเป็นกี่แบบใหม่ที่ได้วิวัฒนาการให้มีคุณภาพในการทอรวดเร็วยิ่งขึ้น


          
                                   กี่จากบ้านคำปุน

        2. กระสวย ทำจากไม้เนื้อแข็ง ยาวประมาณ 1 ฟุต หัวหน้าท้ายเรียวงอน ตรงกลางเป็นรางสำหรับใส่หลอดด้ายทางต่ำ (เส้นพุ่ง)เป็นเครื่องมือที่บรรจุหลอดไหมเส้นพุ่ง เพื่อนำเส้นไหมไปขัดกับเส้นไหมยืน เดิมมักจะทำด้วยไม้แต่ปัจจุบันมีทั้งทำด้วยไม้และพลาสติก

          
                                        กระสวย

        3. หลอดด้าย(ไหม) นิยมทำจากเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า เครือไส้ตัน เครือไส้ตันนี้จะมีรูกลวงตลอด ตัดเป็นท่อนๆ ท่อนละประมาณ 3 นิ้ว อาจจะใช้ไม้อย่างอื่นก็ได้ที่มีรูตรงกลาง เช่น ลำปอแก้ว เพื่อใช้ไม้สอดยึดติดกับกระสวย ไม้นี้เรียกว่าไม้ขอหลอด

         
                        ไม้ขอหลอดที่ใช้พันหลอดด้าย (ไหม)

        4. ไม้เหยียบหูก เป็นไม้กลมๆ ยาวประมาณ 1.50 - 2.00 เมตร สำหรับสอดกับเชือกที่ผูกโยง จากด้านล่างของเขาลงมาทำเป็นห่วงไว้เมื่อจะให้เขาขึ้น - ลง ในกรณีเปลี่ยนสีของเส้นไหมก็เหยียบไม้นี้ ไม้เหยียบหูก จะมีจำนวนเท่ากับจำนวนของฟืมนั้นๆ

          
                                      ไม้เหยียบหูก

        5. ไม้หาบหูก เป็นไม้ที่สอดร้อยกับเชือกที่ผูกเขาด้านบน เพื่อให้หูกยึดติดกับกี่ไม้หาบหูกจะมีอันเดียวไม่ว่าจะใช้ฟืมที่มี 2 เขา, 3 เขา หรือ 4 เขา

           
                                 ไม้หาบหูกใช้ฟืม 2 เขา

        6. ฟืม เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับทอผ้า มีตัวฟืมที่ทำจากไม้ เนื้อแข็ง เป็นกรอบสี่เหลี่ยม มีฟันซี่เล็ก ๆ เรียงกันเป็นตับอยู่กลางและระยะห่างของฟันเป็นที่ใช้สำหรับสอดเส้นไหมผ่าน ความกว้างของฟืม ประมาณ 5 - 6 เซนติเมตร ส่วนความยาวของฟืมคือความกว้างของผืนผ้า ในการใช้ฟืมเนื่องจากการทอครั้งต่อไปจะต้องเหลือเส้นไหมที่ทอครั้งก่อนไว้เพื่อนำมาผูกกับเส้นไหมที่ต้องการทอครั้งต่อไปโดยไม่ให้เส้นไหมจากการทอครั้งก่อนหลุดออกจากฟืม ไม่เช่นนั้นจะต้องนำเส้นไหมมาสอดผ่านฟันของใหม่ ซึ่งจะต้องใช้เวลานานมาก

 

 

เครื่องมือสำหรับการเตรียมไหมก่อนทอ
        ก่อนการทอผ้าไหมต้องเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ของในการเตรียมไหมให้พร้อมก่อนทอ ดังนี้

1. กง ใช้สำหรับใส่ไจไหม

               
                                              กง 

2. อัก ใช้สำหรับกวักไหมออกจากกง

                   
                                                 อัก
                                                              
3.  หลา เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับ
    3.1 ใช้สำหรับปั่นหลอด (ไหม) จากอักมาสู่โบกเพื่อทำเป็นทางต่ำ (เส้นพุ่ง)
    3.2 เข็นหรือปั่นไหม 2 เส้นรวมกัน เรียกว่า เข็นรังกัน เข็นควบกันหรือเข็นคุบกัน ถ้าเป็นไหมคนละสี เข็นรวมกันแล้ว เรียกว่า มับไม
    3.3 ใช้แกว่งไหม ขั้นตอนนี้เป็นการเก็บปุ่มที่เรียกว่า ขี้ไหมออกจากเส้นไหม และยังทำให้เส้นไหมบิดตัวแน่นขึ้น ใช้ทำเป็นทางเครือ (เส้นยืน)

           
                                         หลา

4. โบก  ทำจากไม้ไผ่โดยมีขนาดที่สามารถเข้ากับแกนตรงกลางของวงหลา

           
   โบก ในภาพคือไม้ไผ่ขนาดเล็กมีเส้นไหมสีแดงพันโดยรอบ และติดอยู่กับแกนกลางของหลา

 

                                      การทอผ้าไหม

        วิธีการในการทอผ้าไหม คือการนำเส้นไหมมาผ่านกรรมวิธีที่จะให้เกิดเป็นผืนผ้า โดยมีเครื่องมือคือกี่ ส่วนการทำให้เกิดลวดลายบนผืนผ้านั้นเป็นเทคนิควิธีที่จะทำให้มีความสวยงามซึ่งเทคนิคเหล่านี้ก็จะยาก-ง่าย ตามแต่ลวดลายที่ต้องการ ส่วนเทคนิคการทอผ้าไหมของจังหวัดอุบลราชธานี คือ การมัดหมี่และลายขิด

           
                 การทอผ้าไหมโดยใช้กระสวยสอดเส้นไหม (เส้นพุ่ง)

           
                              ชาวบ้านกำลังทอผ้าลายมัดหมี่

           
                                    กำลังทอผ้าลายกาบบัว

         
                                 กำลังทอผ้าไหมสีพื้น

       

วิธีปฏิบัติในการรักษาผ้าไหม   

  ผ้าไหมไทยเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้นอกจากนั้นผ้าไหมยังมีราคาแพง การตัดเย็บ การชัก รีด และการเก็บรักษานั้นมีความยุ่งยากและต้องระมัดระวัง เพื่อจะรักษาให้สวยงาม และใช้ได้ทนนานอยู่เสมอ ดังนั้นจึงต้องรุ้จักเทคนิคในการรักษาที่ถูกต้องในขั้นตอนของการปฏิบัติรักษาผ้าไหมไทยให้คงทน และสวยงามอยู่เสมอ ดังนี้
        1. การตัดเย็บ  ขั้นแรกให้แช่ผ้าไหมลงในน้ำร้อน เพื่อขจัดสีที่หลงเหลือติดอยุ่ หรือสีที่เกาะไม่ทนให้ออก นอกจากนี้แล้วยังทำให้มีความงามเป็นประกายดีขึ้น หลังจากนั้นรีดผ้าไหมทางด้านหลังด้วยไฟอ่อนๆ โดยพ่นน้ำเพียงเล็กน้อยก่อนรีด พึงระลึกเสมอว่า ให้พ่นฉีดน้ำบางๆ เท่านั้น อย่าให้เปียกเพราะเวลารีดแล้วอาจทำให้ฝ้าเกิดเป็นจุดที่ไม่สวย หลังจากนั้นแล้วจึงจัดเส้นลายผ้าให้ตรงแล้วจึงทำการตัดและเย็บด้วยเข็มและด้ายที่เหมาะสมกับคุณภาพของผ้า
       2. การรีด   การรีดโดยทั่วไปหรือการีดลบรอยย่นหลังจากตัดเย็บแล้วหรือหลังจากการสวมใส่ อุณหภูมิที่เหมาะสมในการรีดผ้าไหมโดย ทั่วไปควรรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระหว่าง 120 -
140 องศาเซลเซียส และการรีดควรมีผ้าฝ้ายหนาๆทับบนผ้าไหม เพื่อป้องกันการสัมผัสผ้าไหมกับเตารีดโดยตรง ถ้าสัมผัสไหมโดยตรงจะทำให้คุณสมบัติต่างๆของผ้าไหมสูญเสียไปได้
        3. การซัก  ซักแห้งจะเหมาะสมที่สุด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะซักแบบธรรมการควรใช้สารที่มีคุณภาพเป็นกลางในน้ำอุ่นให้ทั่วอย่า ให้ผ้าไหมกองหรือพับติดกันหลังจากซักแล้วให้บีบเบาๆ นำไปผึ่งในที่ร่ม ห้ามผึ่งแดดโดยเด็ดขาด
        4. ข้อควรระวังในการเก็บรักษา หลังจากการสวมใส่ทุกครั้งให้ตรวจสอบสิ่งสกปรกที่ติดดยู่อย่างระมัดระวังผึ่งให้เสื้อผ้าคงรูปเดิมในที่ๆ มีการถ่ายเทของอากาศที่ดีปราศจากฝุ่นละออง ถ้าเสียรูปร่างหรือรอยยับให้ใช้เตารีด รีดให้เรียบ การเตรียมการเก็บรักษา ก่อนเก็บเสื้อผ้าต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่มีรอยยับ และแห้ง สะอาด หากมีสารป้องกันแมลง เช่นลูกเหม็น ควรวางไว้โดยไม่ให้สัมผัสกับผ้าไหมโดยตรง อย่าเก็บในที่มีความชื้น และต้องปราศจากแมลงหรือราที่จะทำให้เกิดอันตรายกับผ้าไหม ควรเก็บให้ถุงที่อุณหภูมิต่ำและสะอาด อาจเก็บในถุงผ้าหรือถุงพลาสติกก็ได้ การผึ่งควรผึ่งในที่มีอากาศถ่ายเทดี ความชื้นในระหว่างเวลา 10.00 - 14.00 น เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมอย่างไรก็ตามในฤดูฝนความชื้นสูงควรทำการป้องกันแมลง และเชื้อราต่างๆ ที่อาจทำอันตรายกับผ้าไหมได้ ในบ้านเรามีข้อจำกัด เพียงในฤดูฝนเท่านั้น ส่วนหน้าหนาวและหน้าร้อนเราสามารถผึ่งในร่มได้ดี โดยไม่มีปัญหา นอกจากลูกเหม็นแล้ว สารอื่น เช่นสารฆ่าแมลงชนิดระเหย ประกอบด้วย DDVP 16 % ใช้ในโรงเก็บเมล็ดพันธุ์มีความเป็นพิษต่อคนน้อย และสารอื่นๆ เช่น คลอโรฟิคริน (Chloropicrin)เมธทิลโปรไมด์ (Melhylbromide) ไฮโดรฟอสเฟท(Hydrophospate) อย่างไรก็ตามสารฆ่าแมลงเหล่านี้ก่อนใช้ทุกครั้ง ขอให้อ่านคำแนะนำหรือทำการศึกษาจากผู้รู้ จะทำให้ปลอดภัย

           

 

                    การทำผ้าลายมัดหมี่

        นำเส้นไหมที่ฟอกขาวหรือไหมที่ย้อมสีแรกก่อน มาพันหลักหมี่ไว้ ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้กลม 2 ท่อน ตั้งตรงข้ามกันห่างกันประมาณเท่ากับความกว้างของผ้าที่ต้องการ พันไหมไปรอบหลักตามจำนวนรอบที่ต้องการแล้วจึงนำเชือกมามัดเส้นไหมเป็นตอนๆ ตามลวดลายที่จะประดิษฐ์จะใช้เชือกที่ทำจากใบกล้วยหรือเชือกฟางมัดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้น้ำสีซึมเข้าในเส้นไหมเวลาย้อม ซึ่งเรียกว่า "มัดหมี่" โดยผู้มัดใช้จินตนาการ หรือมีแบบลายไว้ให้ดู เพื่อให้ได้ลวดลายที่สวยงาม
        ประเภทผ้ามัดหมี่  มี 2 ประเภท คือ
        1. หมี่ลวด บางพื้นที่เรียกว่า หมี่หว่าน หมายถึงผ้ามัดหมี่ที่ทอด้วยลวดลายเดียวกันต่อเนื่องตลอดผืน จะทอด้วยลายอะไรก็ได้
        2. หมี่คั่น หมายถึง การทอผ้าที่เป็นลายมัดหมี่สลับกับการทอด้วยเส้นด้ายธรรมดาที่ไม่ได้มัดหมี่สลับกันเป็นระยะตลอดผืน
        ชนิดของลายหมี่
           ลายหมี่ที่ใช้ในการทอผ้ามัดหมี่ในภาคอีสาน มีลายแม่แบบหรือลายโครงสร้างหลัก มีลายดังต่อไปนี้
        1. ลายหมี่ข้อ
        2. ลายหมี่โคม
        3. ลายหมี่บักจับ
        4. ลายหมี่กง
        5. ลายหมี่ดอกแก้ว
        6. ลายหมี่ไผ่
            นอกจากนี้ยังมีลายหมี่ประยุกต์ โดยนำแม่ลายมาประยุกต์เป็นลายต่างๆ เมื่อทอเป็นผ้าแล้วจะเรียกว่า ผ้าหมี่ลวด หรือหมี่ตา และเรียกชื่อลวดลายตามลักษณะที่ปรากฏเช่น ลายคมห้า ส่วนลายที่เป็นข้อ จะเรียกว่าผ้าหมีข้อ เป็นต้น
    ที่มาของลวดลาย
            ที่มาของลวดลายบนฝืนผ้าในทุกท้องถิ่น มักจะมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
        1. เกิดจากอิทธิพลความเชื่อในพุทธศาสนา เนื่องจากศาสนามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของชาวอีสาน ช่างทอจึงได้แรงบันดาลใจจากงานศิลปกรรมของโบสถ์ วิหาร มาดัดแปลงเป็นลวดลายบนผืนผ้า เช่นหน้าบันโบสถ์ ช่อฟ้า ใบระกา คันทวย ธรรมาสน์ ตลอดจนความเชื่อเรื่องพญานาคในตำนานพุทธศาสนา ก็คือที่มาของลวดลายนาคนั่นเอง
        2. เกิดจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อม
            2.1  ลายที่เกี่ยวกับสัตว์มักจะถอดแบบมาจากสัตว์ที่รู้จักกันดี ทั้งสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง สัตว์ที่มีพิษ สัตว์ที่สวยงาม สัตว์ที่เป็นอาหาร สัตว์ที่เป็นพาหนะเช่น ลายเสือ ลายช่าง ลายสิ่งโต ลายม้อม ลายนกยูง ลายไก่ ลายเป็ด ลายแมงงอด(แมงป่อง) ลายแมงมุม ลายงูเหลือม ลายเขี้ยวปลา ลายปีกไก่ ฯลฯ
            2.2  ลายที่เกี่ยวข้องกับพืช พืช เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันของคนเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่จะแตกต่างกันที่คนในสมัยก่อนต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดได้ด้วยตนเองจึงจะมีความคุ้นเคยกับพืชพันธุ์ต่างๆ เป็นอย่างดี อันเป็นที่มาของลวดลายพันธุ์ไม้บนเนื้อผ้า เช่น ลายหมากบก (กระบก) ดอกพุดซ้อน ลายงา ลายเนื้อไม้ ลายเม็ดแตง ลายดอกแก้ว ลายพิกุล ลายดอกจัน ลายดอกต้าง (ดอกไม้เถาว์ชนิดหนึ่งมีกลิ่นหอม) ลายดอกหนามแท่ง (คล้ายดอกพิกุล) ลายดอกสร้อย และลายดอกผักแว่น
            2.3  ลายที่เกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ เช่น ลายขอ ลายขันหมาก ลายบั้งหลาม(กระบอกข้าหลาม) ลายขนมเปียกปูน ลายกรรไกร ลายขาเปีย ลายคันไถ ลายกระจอน (ตุ้มหู) ลายจี้เพชร ฯลฯ
            2.4  ลายที่เกี่ยวกับสภาพธรรมชาติ เช่น ลายภูเขา ลายแม่น้ำ ลายคลื่นน้ำ เป็นต้น
    ขั้นตอนการทำลายผ้า (มัดหมี่)
        1.นำไหมที่เตรียมไว้แล้วมาค้นกับหลักค้นหมี่โดยเฉพาะนับจำนวนเส้นไหมที่ค้นเป็นลำ จะค้นกี่ลำขึ้นอยู่กับลวดลายของหมี่นั้นๆ
        2. ใช้เชือกกล้วยมัดตามลายที่ต้องการ เชือกกล้วยที่นำมามัดหมี่ต้องเป็นเชือกกล้วยญวนหรือกล้วยนวลเพราะเชือกจะเหนียวกว่ากล้วยชนิดอื่นๆ เชือกนี้จะใช้เฉพาะผิวของกาบกล้วยญวนตัดเป็นท่อนประมาณ 1
-2 ฟุต ขูดบางๆ ผึ่งแดดให้แห้ง เวลาจะใช้นำมาแช่น้ำให้นิ่มเสียก่อน แต่ปัจจุบันใช้เชือกฟางแทนเพราะหาง่าย สะดวกไม่ต้องเสียวเวลาขูดตากเหมือนเชือกกล้วย หมี่ที่มัดเรียบร้อยแล้ว นำออกมาหลักค้น เรียกว่าหัวหมี่
        3. นำหัวหมีไปย้อมสีตามที่ต้องการ สีที่ย้อมจะเป็นสีพื้นของผ้า ส่วนลายอยู่ตรงที่มัดไว้ นำหัวหมี่ที่ย้อมแล้วมาแก้มัด แล้วนำเข้าหลอกเพื่อทอเป็นผืนต่อไป

 

 

                                                    ผ้ากาบบัว 
                                                                                         มีชัย  แต้สุริยา

   ในสาระหลายอย่างอันเกี่ยวข้องกับ อุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศ มีประเด็นที่มุ่งหมายไปเกี่ยวข้องกับชื่อเมืองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นปูมทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่เมื่อคราว เจ้าปางคำตั้งนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ที่หนองลำภูจนถึงสมัยสร้างบ้านแปงเมืองโดยเจ้าพระวอเจ้าพระตา จนเป็นเมืองอุบลนี้ โดยมีพระปทุมวรราชสุริยวงศ์เป็นเจ้าเมืององค์แรก
    ฉะนั้นไม่ว่า "บัว"หรือ"ปทุม" หรือ "อุบล" ก็ดีล้วนเป็นนามอันเกี่ยวกับเมืองอุบลมาโดยตลอดถึงแม้ว่าในทางพฤกษศาสตร์ปัจจุบันจะแบ่งสามพันธุ์ออกเป็นปทุม(บัวหลวง)และอุบล(บัวสาย)ก็ตาม ผู้เขียนใคร่ขอแสดงทรรศนะว่า ยังมีนัยทางปรัชญา และพุทธศาสนา ซึ่งน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนกว่ารูปลักษณ์ และสายพันธุ์ของพืชน้ำนี้ที่เกิดและเจริญเติบโตได้ในโคลนตม แล้วงอกงามพ้นน้ำเป็นดอกบัวอันบริสุทธิ์ อันถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และปัญญา

เมืองดอกบัว - ผ้ากาบบัว
    เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศนี้ ได้แผ่ขยายเติบโตมีวิวัฒนาการโดยกลุ่มชนที่เรียกว่า"ชาวอุบล" มาเป็นเวลากว่าสองร้อยปี ทำให้เกิดการสั่งสม และพัฒนาการทั้งทางการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และศาสนามาโดยลำดับจนถึงปีพุทธศักราช 2543 ทางราชการ ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของรูปแบบ และแพรพรรณที่ใช้ในการนุ่งห่มของชาวเมืองว่าควรจะมีเอกลักษณ์สำคัญอย่างไร อีกทั้งควรจะมีการรณรงค์ให้ใช้ผ้าชนิดนี้อย่างทั่วถึง
    โครงการสืบสานผ้าไทย สายใยเมืองอุบลจึงได้เกิดขึ้นเพื่อสนองวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยมอบหมายให้คณะทำงานพิจารณาลายผ้าพื้นเมืองเป็นผู้สานต่อ จนได้ลายผ้าอันมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ "ผ้ากาบบัว"
    เมืองพิจารณาถึงปูมหลัง จึงหวัดอุบลราชธานีเคยมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ และมีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่เคยขาดสายตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ยุคเริ่มแรกของอาณาจักรขอม ยุคสมัยก่อตั้งเมืองอุบลของกลุ่มชนชาติพันธุ์ลาว จนถึงยุคแห่งการเป็นจุดศูนย์กลางในทางการเมือง การปกครอง การศาสนา รวมทั้งทางการศึกษาของเมืองบรรดาหัวเมืองอีสานของรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าการเติบโตและพัฒนาการของเมืองในระยะต่างๆ ดังกล่าวได้หล่อหลอมให้เมืองอุบลมีลักษณะศิลปะและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง รวมทั้ง "ผ้าอุบล" อันเป็นเครื่องชี้ความมีเอกลักษณ์ และความเป็นอารยะของชน ชนนี้

คนอุบลแต่งตัวอย่างไร
    หากรวบรวมจากหลักฐานที่มีอยู่คือผ้าโบราณมาจนถึงสิ่งทอที่ยังมีการผลิตและใช้สอยอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามีความหลากหลาย ไม่ว่าจะพิจารณาจากลักษณะการใช้งาน หรือเทคนิควิธีในการทอก็ดี ซึ่งอาจจะแบ่งเป็นผ้าในรูปแบบต่างๆที่มีการนุ่งหรือใช้สอยดังนี้
    สำหรับฝ่ายชาย ได้แก่ ผ้าปูม(ทอแบบมัดหมี่สำหรับนุ่งโจง) ผ้าวา หรือผ้าหางกระรอก (ทอด้วยเส้นมับไม) ผ้าโสร่ง (ทอคั่นเส้นมับไม)ผ้าสร้อยปลาไหล (ทอด้วยเส้นมับไม) ผ้าแพรอีโป้ (ผ้าขะม้า)ผ้าปกหัว (นาค) และผ้าแพรมน เป็นต้น
    ส่วนผ้าสำหรับฝ่ายหญิง มีซิ่นชนิดต่างๆคือซิ่นยกไหมคำ (ดิ้นเงิน-ดิ้นทอง) ซิ่นขิดไหม (ยกดอกด้วยไหม)ซิ่นหมี่ ซิ่นทิว ซิ่นคั่น ซิ่นไหมควบ (บางท่านเรียนซิ่นมับไม) ซิ่นลายล่อง หรือซิ่นหมี่ชิดค้ำเป็นต้น ส่วนประกอบของซิ่นคือ หัวซิ่นจกดาว ตีนซิ่น ตีนตวย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผ้าห่ม (ถือ) หรือผ้าเบี่ยง (สไบ) และผ้าตุ้มอีกมากมายหลายแบบ ทั้งนี้ยังปรากฏลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์อีสาน เช่น กุย ผู้ไท ส่วย ซึ่งอาศัยกระจายอยู่ตามพื้นที่อันกว้างใหญ่โดยรอบ
    ดังนั้น ผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวอุบลนี้จึงมีมากมายหลายรูปแบบ และเทคนิควิธี นับได้ว่าเมืองอุบลเป็นแหล่งทอผ้าสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ

ผ้ากาบบัว
    ชื่อนี้พบในวรรณกรรมโบราณอีสานของเมืองอุบล มีคำและความหมายเหมาะสมกับชื่อจังหวัดเมื่อไม่พบและไม่มีการผลิตในปัจจุบันแล้วจึงได้นำชื่อนี้มาเป็นชื่อผ้าเอกลักษณ์อุบล ที่ทอขึ้นใหม่โดยมีลักษณะสำคัญ ดังนี้

ลักษณะและเทคนิคการทอผ้ากาบบัว
    เนื่องจากอุบลราชธานีเป็นดินแดนกว้างใหญ่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเป็นแหล่งทอผ้าสำคัญในอดีตจึงควรที่จะได้มีการอบรมเทคนิคการทอต่างๆ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สะท้อนให้เห็นฝีมือเชิงช่างทอผ้าชาวอุบล โดยอาจทอให้เกิดผ้าตามลักษณะที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

ผ้ากาบบัว
    อาจทอด้วยฝ้าย หรือไหม ประกอบด้วยเส้นยืนย้อมอย่างน้อยสองสีเป็นริ้วตามลักษณะ "ซิ่นทิว" ซึ่งมีความนิยมแพร่หลายแถบอุบลฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
    นอกจากนี้ยังทอพุ่งด้วยไหมสี มับไม(ไหมปั่นเกลียวหางกระรอก) มัดหมี่ และขิด
    ผ้ากาบบัว (จก) คือผ้าพื้นทิว หรือผ้ากาบบัวเพิ่มการจกลาย เป็นลวดลายกระจุกดาว(บางครั้งเรียก เกาะลายดาว) อาจจกเป็นบางส่วน หรือกระจายทั่วทั้งผืนผ้าเพื่อสืบทอด "ซิ่นหัวจกดาว" อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าซิ่นเมืองอุบล ผ้ากาบบัว (จก)นี้เหมาะที่จะใช้งานในพิธีหรือโอกาสสำคัญ
    ผ้ากาบบัว (คำ) คือ ผ้าทอยก (บางครั้งเรียกขิด) ด้วยไหมคำ(ดิ้นทอง) อาจสอดแทรกด้วยไหมเงิน หรือไหมสีต่างๆ อันเป็นผ้าที่ต้องใช้ความประณีตในการทออย่างสูง เพื่อเป็นการเผยแพร่เกียรติคุณผ้าทอของเมือง
    เพื่อให้ผ้ากาบบัวอันเป็นผ้าลักษณะของเมืองอุบล มีพัฒนาการต่อไป อยู่ในความนิยมของประชาชน และส่งเสริมให้ผ้าทอของจังหวัดอุบลราชธานี มีความประณีตงดงามอย่างยั่งยืนนั้น ผู้เขียนใคร่ขอเสนอความคิดเห็นต่อช่างทอ หรือกลุ่มทอผ้าต่างๆในเมืองอุบล ดังนี้

(ระยะพัฒนาการที่ 1)
    ผ้ากาบบัว
    เน้นการย้อมสีจากพืชพรรณ หรือ สีทำนองธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการทอ และใช้งานอย่างแพร่หลาย อีกทั้งลดข้อจำกัดเรื่องราคา ให้กับผู้ใช้ผ้า จึงแยกทอเป็นผ้าแตกต่างกัน ดังนี้
    - เส้นยืนผ้าย (เครือทิว)พุ่งด้วยฝ้ายสี ฝ้ายมัดหมี่ ขิดฝ้าย
    - เส้นยืนไหม (เครือทิว) พุ่งด้วยไหม ไหมมัดหมี่ ขิดไหม
    ทั้งนี้เพื่อกำหนดต้นทุนและเวลาในการผลิตให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ผ้าที่มีราคาพอเหมาะ กับความจำเป็นในการใช้งานในโอกาสต่างๆ


ผ้ากาบบัวระยะที่
(ภาพจากหนังสือบัวงามนามอุบล ยลเทียนพรรษา : 2543)


ผ้ากาบบัว(ไหม)และอุปกรณ์การทอ
(ภาพจากหนังสือบัวงามนามอุบล ยลเทียนพรรษา : 2543)

(ระยะพัฒนาการที่ 2)
    ผ้ากาบบัว (จก)
    แหล่งทอผ้าที่สามารถทอผ้ากาบบัวได้เป็นอย่างดีแล้วอาจเพิ่มทักษะในการจกหรือเกาะเป็นลายดาว เพื่อให้มีความงามและมีคุณค่ายิ่งขึ้นอาจจกด้วยไหมดิ้นเงินหรือดิ้นทอง จะทำให้ผ้ามีความงามหรูหรายิ่งขึ้น


ผ้ากาบบัว (จก)
(ภาพจากหนังสือบัวงามนามอุบล ยลเทียนพรรษา : 2543)

(ระยะพัฒนาการที่ 3)
    ผ้ากาบบัว (คำ)
    เพื่อเชิดชูเกียรติภูมิของเมืองอุบล สืบเนื่องมาแต่พระราชหัตถเลขา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งได้ทรงชมเชยผ้าเยียรบับ (ผ้ายกทอง) ที่ได้รับการทูลเกล้าฯถวายจากกรมหลวงสรรพสิทธ์ประสงค์ว่า "ทอดีมาก เชียงใหม่สู้ไม่ได้เลย" จึงสมควรจะรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงยกย่องชมเชยผ้าเมืองอุบล ด้วยการส่งเสริมให้มีการทอผ้ากาบบัวคำนี้ ทอด้วยเทคนิคขิดหรือยกด้วยไหมคำ (หรือดิ้นทอง) อาจแทรกผสมด้วย มัดหมี่ เทคนิคจกหรือเกาะ ด้วยไหมสีต่างๆ ลงบนผืนผ้าเพื่อสะท้อนให้เห็นการสั่งสมทางวัฒนธรรมอันงดงาม ให้ยาวนานสืบไป
    ผ้ากาบบัวที่กำลังถักทอในท้องที่ต่างๆ ของเมืองอุบล ซึ่งได้รับการรณรงค์ส่งเสริมจากทุกหน่วยงาน และสนับสนุนโดยชาวอุบลในขณะนี้ ก็คือตัวแทนของผ้าเมืองอุบล อันมีรูปลักษณ์และจิตวิญญาณผสมผสานกับความภาคภูมิในเกียรติภูมิของวัฒนธรรมท้องถิ่น ยิ่งเมื่อมีการใช้สอยผ้ากาบบัวโดยชาวอุบล ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลในท้องถิ่น เพราะเกิดพัฒนาการทางฝีมือให้ดียิ่งไปในที่สุด
    อนึ่งการรวบรวมหลายเทคนิควิธีการทอในผืนผ้าย่อมเกิดประโยชน์ในการฝึกฝนทักษะการทอ เกิดพื้นฐาน เกิดพัฒนาการทางฝีมือให้ดียิ่งขึ้นไปในที่สุด
    เมื่อพิจารณาจากสี เริ่มจากขาวอันพิสุทธิ์ของกลีบดอก หรือกาบบัว สีอาจไล่แปรเปลี่ยนเป็นชมพู เขียวจาง ทองอ่อน เทาขี้ม้าไปจนถึงน้ำตาลไหม้ แสดงลักษณะทางธรรมชาติที่สอดคล้องกับการใช้สีทุกยุคสมัย ปรับไปใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย
    ผ้ากาบบัว  ของชาวอุบลนี้จึงไม่ควรเป็นแต่เพียงผ้าที่สมมุติให้แทนเอกลักษณ์ หากแต่เป็นจุดเริ่มของพลังรักในท้องถิ่นที่แสดงถึงความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อเกียรติภูมิของกลุ่มชนชาวอุบล


ผ้ากาบบัว (คำ)ทอในเทคนิคขิด(ยก)ดิ้นทอง มัดหมี่และจก



                    ผ้ากาบบัว (คำ)เชิงผ้าแสดงลายตวย(ตีนตวย)หรือกรวยเชิง                            

(ภาพจากหนังสือบัวงามนามอุบล ยลเทียนพรรษา : 2543)

ความเป็นมาของผ้าไหมจังหวัดอุบลราชธานี
         การทอผ้าไหมเป็นวัฒนธรรมพื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่มเป็นงานฝีมือที่ต้องการเรียนรู้ที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษประกอบกับความสามารถพิเศษ อิทธิพลสิ่งแวดล้อม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปรับปรุงให้เกิดลวดลายใหม่ที่สวยงามและไม่ซ้ำแบบใคร โดยอาจจะผสมผสานระหว่างลายเก่ากับลายใหม่ที่คิดประดิษฐ์ขึ้นเองหรือนำลายเก่าที่มีมาแต่เดิมหลายลายทอสลับกันก่อให้เกิดลายใหม่ขึ้น  โดยแยกจุดกำเนิดของลวดลายต่างๆ อย่างเด่นชัด เช่น
         1.  ลายที่เกิดจากความคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่นลายหมากบก (กระบกหรือจะบก)   
              ลายแมงมุม  ลายม้าแล่น (ม้าวิ่ง) ลายเขี้ยวปลา ลายปีกไก่ ลายดอกแก้ว ลายดอกพิกุล
              ลายหอปราสาท เป็นต้น      
         2.   ลายที่เกิดจากอิทธิพลความเชื่อทางศาสนาเกิดจากการเข้าวัดทำบุญเยิ่ยงพุทธศาสนิกชนที่ดี
             ทั้งหลายนำลักษณะส่วนประกอบต่างๆ ภายในวัดมาประดิษฐ์เป็นลายผ้า เช่น หน้าบันโบสถ์
             ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ คันทวย ตลอดจนใบเสมา ก่อให้เกิดลวดลายต่างๆ เช่น ลายหอปราสาท
             ลายใบลิม(ใบเสมา)และลายนาค
ลักษณะการทอผ้าโดยทั่วไป ของจังหวัดอุบลราชธานี มี 3 ประเภท คือ
         1. การทอผ้าด้วยเส้นไหม
         2. การทอผ้าด้วยเส้นฝ้าย
         3. การทอผ้าด้วยเส้นไหมโทเร
การทอด้วยเส้นไหม
    เรียกว่า ผ้าไหม ทอจากเส้นไหมซึ่งได้จากตัวไหมที่เลี้ยงไว้ในแต่ละครัวเรือน ลักษณะการทอแยกเป็น
        1. ผ้าไหมมัดหมี่ ซึ่งมีลวดลายที่ละเอียดละออ มีสีสันสวยงามราคาขึ้นอยู่กับความยากง่าย ของลักษณะการทอ
        2. ผ้าไหมสีพื้น คือการทอสีเดียวกันตลอดทั้งผืน ขั้นตอนการทอง่ายกว่าผ้ามัดหมี่ ราคาถูกกว่า
การทอด้วยเส้นฝ้าย
    เป็นการทอจากเส้นด้ายซึ่งบางท้องถิ่นผลิตเอง แต่บางท้องถิ่นซื้อเส้นด้ายฝ้ายสำเร็จจากท้องตลาด แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
        1. การทอผ้าฝ้ายลายขิด
        2. การทอผ้าฝ้ายสีพื้น
การทอผ้าด้วยเส้นไหมโทเร
    ซึ่งเป็นเส้นไหมที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีสีต่างๆให้เลือกตามความต้องการมีทั้งแบบสีพื้นและลายมัดหมี่คุณภาพต่ำกว่าผ้าชนิดที่ 1 และ 2 ดังนั้นผ้าชนิดนี้จึงมีราคาถูกมาก. 

 

 

 

 

กลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านลาดสมดี
อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี


กลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านลาดสมดี  ซึ่งส่วนใหญ่จะเลี้ยงไหมเอง


รังไหมที่กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านลาดสมดีเลี้ยง


ตัวไหมที่เลี้ยงเอง


 รังไหมที่ไส่ในจ่อเพื่อให้ตัวไหมชักใย 


กลุ่มสตรีบ้านลาดสมดี กำลังมัดลายมัดหมี่


กลุ่มสตรีบ้านลาดสมดี กำลังทอผ้า

กิจกรรมกลุ่มสตรีทอผ้าไหม ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย 
อำเภอเขื่องใน  จังหวัดอุบลราชธานี


กำลังทอผ้ากาบบัว     


กำลังทอผ้ากาบบัว 
                                                                            
                                                                                                                                            
การเลี้ยงไหม


ตัวไหมระยะ 2 - 3


การให้อาหารไหม

 
 แยกตัวไหมเพื่อทำพันธุ์


ไหมกำลังทำรังชักใย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายชื่อสมาชิก

1.      นายขวัญณรงค์  กุษาวงศ์  ม.6/2  เลขที่ 2

2.      นายณัฐวุฒิ  ใจคำ  ม.6/2  เลขที่  6