หลักสูตร  การจัดการเรียนรู้  การวัดและประเมินผล

 

  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544

 

1. การประกาศใช้

 

       นายสุวิทย์  คุณกิติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พุทธศักราช 2544 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.2544 (คำสั่งศธ)โดยจะมีผลบังคับใช้กับโรงเรียนนำร่องพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544  และโรงเรียนเครือข่ายฯ  ตังแต่ปีการศึกษา 2545 ในระดับชั้น ป.1,.4,.1และม.4  ปีการศึกษา 2546 ในระดับชั้น ป.2,.5,.2และม.5  ปีการศึกษา 2547ในระดับชั้น ป.3, .6 ,.3 และม.6  และจะมีผลบังคับใช้กับโรงเรียนทั่วไป ตั้งแต่ปีการศึกษา 2546 ในระดับชั้น ป.1,.4,.1และม.4 ปีการศึกษา 2547 ในระดับชั้น ป.2,.5,.2และม.5 ปีการศึกษา 2548ในระดับชั้น ป.3, .6 ,.3 และม.6 โดยให้ปลัด ศธ.มีอำนาจในการยกเลิก เพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นในหลักสูตรให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และวิธีการจัดการศึกษาอื่นๆได้

2. ความนำของหลักสูตร

    2.1สาเหตุที่ต้องปรับปรุงหลักสูตรมาใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สืบเนื่องจาก

               1.ความก้าวหน้าด้านวิทยทยาศาสตร์ เทคโนโลยี

                 2. สังคม เศรษฐกิจของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไป

                 3.หลักสูตรปัจจุบันทั้งระดับประถมฯและมัธยมฯไม่ส่งเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมความรู้ได้ เพราะ

                                1.1  กำหนดจากส่วนกลาง ไม่สะท้อนความต้องการของท้องถิ่น

                                1.2  การจัดหลักสูตรการเรียนรู้ไม่สร้างทักษะ กระบวนการ เจตคติที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์

                               ด้านวิทย์ เทคโนฯ คณิตฯ ไม่ผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้านนี้ในภูมิภาค

                                1.3 หลักสูตร ไม่ได้สร้งพื้นฐานการคิด การเรียนรู้ ทักษะการจัดการ ทักษะชีวิต การเผชิญ

                               ปัญหาที่ไทยพบอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                                1.4 การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศสำหรับสื่อสาร ค้นคว้าหาความรู้ ยังไม่เพียงพอ

                4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ..2540 มาตรา 43 ระบุให้รัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12ปี

                5. พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542  มาตรา 4,6,10,17,27และ28

                6. นโยบายการศึกษาสร้างคน  สร้างงาน สร้างชาติ ของรัฐบาลการดำเนินการจัดให้มี

                การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544ของกระทรวงศึกษาธิการโดย

                          6.1อาศัยอำนาจตามมาตร 27 และบทเฉพาะกาลของ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542

                          6.2 หลักการที่จัดเพื่อเอกภาพนโยบาย หลากหลายปฎิบัติ

                          6.3 จัดหลักสูตรแกนกลางจัดโครงสร้างหลักสูตรยืดหยุ่น

                          6.4 กำหนดมาตรฐานการศึกษา 12ปี สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ แบ่งช่วงชั้นๆละ3ปี

                          6.5 จัดเฉพาะส่วนที่จำเป็นพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองของชาติ การดำรง 

                             ชีวิตการประกอบอาชีพ การศึกษาต่อ และให้สถานศึกษาจัดทำสาระให้สอดคล้องกับท้องถิ่น

                       6.6จัดการศึกษาโดยมุ่งความสำคัญด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรม กระบวนการ 

                              เรียนรู้และ ความรับผิดชอบต่อสังคม

      2.2 สิ่งที่จะทำให้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 บรรลุวัตถุประสงค์ คือ

                1. การประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา

                2. ความร่วมมือบิดามารดา ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

                3. กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนส่งเสริมแหล่งเรียนรู้

                4. กระทรวงศึกษาธิการจัดทำเอกสารหลักสูตร เอกสารประชาสัมพันธ์หลักสูตร

                  โดยเอกสารหลักสูตรคือ – คู่มือบริหารหลักสูตร - แนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

                  -คู่มือครู – เอกสารประกอบหลักสูตรกลุ่มสาระต่างๆ - แนวทางการวัดและประเมินผล การจัดระบบ  

                 แนะแนว การวิจัยในสถานศึกษาและการใช้กระบวนการวิจัยในการพัฒนาการเรียนรู้

3.หลักการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มี 5 ประการ

                                1. การศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ   2. การศึกษาเพื่อปวงชน

                                3. การเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต                   4.โครงสร้างยืดหยุ่นในสาระ เวลา การจัดการเรียนรู้

                                5. จัดได้ทุกรูปแบบ ครอบคลุมเป้าหมาย เทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์

4.จุดมุ่งหมาย       มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 9 ประการ

1.       เห็นคุณค่า มีวินัยในตัวเอง ปฏิบัติตามหลักธรรมศาสนา มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมพึง

 ประสงค์

                                2. มีความคิดสร้างสรรค์ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน

                                3.มีความรู้อันเป็นสากล มีทักษะศักยภาพด้านสื่อสาร เทคโนฯ

                                4. มีทักษะกระบวนการคณิตฯ วิทย์ฯ การคิด การสร้างปัญญา การดำเนินชีวิต

                                5.รักการออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ บุคลิกภาพ

                                6.มีประสิทธิภาพการผลิต การบริโภค ทนิยมผลิตมากกว่าบริโภค

                                7.เข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทย ภูมิใจในความเป็นไทย

                                8. สำนึกอนุรักษ์ภาษา ศิลป วัฒนธรรมประเพณี กีฬาภูมิปัญญาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

                                9.รักประเทศชาติ ท้องถิ่น ทำประโยชน์สิ่งดีงามให้สังคม

5.โครงสร้าง

                1. ระดับช่วงชั้น มี4 ช่วงชั้นตามระดับพัฒนาการผู้เรียน

                                ช่วงชั้นที่ 1 ชั้น ป.1  -.3       ช่วงชั้นที่ 2 ชั้น ป.4  -.6

                                ช่วงชั้นที่ 3 ชั้น ม.1  -.3         ช่วงชั้นที่ 4 ชั้น ม.4.- .6

                2. สาระการเรียนรู้(องค์ความรู้ ทักษะ กระบวนการเรียนรู้ คุณลักษณะ ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม)

                   ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ 2.1 ภาษาไทย 2.2 คณิตศาสตร์          2.3 วิทยาศาสตร์

                                2.4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2.5 สุขศึกษาและพลศึกษา           2.6 ศิลป

                                2.7 การงานอาชีพและเทคโนโลยี    2.8 ภาษาต่างประเทศ

                โดยสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 สาระจัดเป็น 2กลุ่ม

                                กลุ่มแรก(2.1-2.4) พื้นฐานสำคัญที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียน

                                กลุ่มสอง(2.5-2.8) เสริมสร้างพื้นฐานมนุษย์ ศักยภาพการคิดและการทำงาน

                                เรื่องสิ่งแวดล้อมบรรจุไว้ในสาระการเรียนรู้(2.3,2.4,2.5)

                                ภาษาอังกฤษให้เรียนทุกช่วงชั้น ภาษาอื่นจัดตามความเหมาะสม

                                สาระการเรียนรู้ทั้ง8  เป็นสาระในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทุกคน ส่วนสาระที่ตอบ

                        สนองความสามารถ ความถนัดนักเรียนแต่ละคนนั้นสถานศึกษากำหนดเพิ่ม

                3. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มี 2ลักษณะคือ

                    3.1 กิจกรรมแนะแนว เพื่อส่งเสริมพัฒนาความสามารถตามความเหมาะสม ความแตกต่างบุคคล

                    3.2 กิจกรรมนักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติ ได้แก่ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาดและผู้บำเพ็ญประโยชน์

                4. มาตรฐานการเรียนรู้ เป็นข้อกำหนดคุณภาพของผู้เรียน มี 2ลักษณะ

                    4.1 มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในแต่ละสาระการเรียนรู้ เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                    4.2 มาตรฐานช่วงชั้น ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้เมื่อผู้เรียนจบแต่ละช่วงชั้นคือป.3.6.3..6

                   มาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดเฉพาะพัฒนาคุณภาพนักเรียนทุกคนเท่านั้น มาตรฐานที่สอดคล้อง

                 กับท้องถิ่นสถานศึกษาพัฒนาเพิ่มเติม

                5. เวลาเรียน

                                ช่วงชั้นที่1 (.1-.3) เวลาเรียนต่อปีโดยประมาณ 800-1000 ชั่วโมง หรือวันละ 4-5ชั่วโมง

                                ช่วงชั้นที่2 (.4-.6) เวลาเรียนต่อปีโดยประมาณ 800-1000 ชั่วโมง หรือวันละ 4-5ชั่วโมง

                                ช่วงชั้นที่3 (.1-.3) เวลาเรียนต่อปีโดยประมาณ1000-1200 ชั่วโมง หรือวันละ 5-6ชั่วโมง

                                ช่วงชั้นที่4 (4.1-.6) เวลาเรียนต่อปีไม่น้อยกว่า1200 ชั่วโมง หรือวันละไม่น้อยกว่า6ชั่วโมง

 

6.การจัดหลักสูตร

          จัดสำหรับพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่ป.1-.6 ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกรูปแบบ

          การจัดการศึกษาปฐมวัยมีหลักสูตรโดยเฉพาะเพื่อเตรียมความพร้อมเข้า ป.1

          สถานศึกษานำโครงสร้างตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมาจัดทำเป็นหลักสูตรแกนกลางของสถาน

         ศึกษาโดยต้องทำรายวิชาในแต่ละกลุ่มให้ครบถ้วนตามมาตรฐานที่กำหนด

        สถานศึกษาทำสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมเป็นหน่วยการเรียนรู้เป็นรายวิชาใหม่ๆ เข้มขึ้นให้ผู้เรียนเลื่อก

         เรียนตามความถนัดความสนใจความต้องการโดยเลือกจากสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มตั้งแต่ช่วงชั้นที่2ขี้นไป

         ส่วนช่วงชั้นที่ 1 ไม่ควรเลือกเรียนรายวิชาเรียนวิชาพื้นฐานก่อน

         สถานศึกษาต้องจัดสาระการเรียนร็ครบทั้ง8กลุ่มครบทุกช่วงชั้นโดยช่วงชั้นภาคบังคับ(.1-.3)จัดหลัก 

         สูตรเป็นรายปีช่วงชั้นม.4-.6 จัดหลักสูตรเป็นหน่วยกิต โดย          

                   ช่วงชั้นที่1-2 มุ่งพัฒนาคุณภาพ กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ทักษะพื้นฐานด้านต่างๆ

                   ช่วงชั้นที่3   มุ่งให้ผู้เรียนสำรวจความถนัดความสนใจความสามารถตนเอง

                   ช่วงชั้นที่4  มุ่งให้เรียนรู้ทักษะเฉพาะด้าน การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ

 7.การจัดเวลาเรียน จัดให้ยืดหยุ่นโดย

   ช่วงชั้นที่1 จัดทักษะพื้นฐานที่จำเป็น(ไทย คณิต) ร้อยละ50ของเวลาเรียนทั้งหมดในสัปดาห์นอกนั้นวิชาอื่น

   ช่วงชั้นที่2  จัดไทย คณิต ร้อยละ40ของเวลาเรียนทั้งหมดในสัปดาห์ นอกนั้นวิชาอื่นเช่นวิทย์ 2ชั่วโมง

   ช่วงชั้นที่3  จัดเวลาเรียนสำหรับกลุ่มสาระต่างๆไกล้เคียงกัน และเวลาเรียนของรายวิชาเพิ่มเติมใหม่ๆ

   ช่วงชั้นที่ 4 จัดเหมือนช่วงชั้นที่3 แต่ปรับรูปแบบเหมาะสมยิ่งขึ้น

        การจัดเวลาเรียนช่วงชั้นที่3 จัดเป็นรายปีหรือรายภาคก็ได้ช่วงชั้นที่4 จัดเป็นรายภาค คิดนำหนักการเรียนเป็นหน่วยกิต (40ชั่วโมงต่อภาคเรียนคือ1หน่วยกิต)

 การจัดการเรียนสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

         เช่น ด้านศาสนา นาฏศิลป อาชีวะศึกษา ความเป็นเลิศด้านต่างๆ ความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือกที่จัดโดยครอบครัว ชุมชนองค์กร จัดการศึกษาโดยปรับใช้มาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรนี้ตามความเหมาะสม สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ที่เป็นแกนกลาง ดังนี้

                2.1 ภาษาไทย มี5สาระและ6มาตรฐานการเรียนรู้

                                                อ่าน-เขียน-ฟังดูพูด-เข้าใจภาษา-วรรณคดีวรรณกรรม

                2.2 คณิตศาตร์ มี6สาระ และ19 สาระการเรียนรู้

                                                จำนวน-วัด-เรขาคณิต-พิชคณิต-วิเคราะห์-ทักษะกระบวนการ

                2.3 วิทยาศาสตร์ มี8สาระ และ13 สาระการเรียนรู้

                             สิ่งมีชีวิต-ชีวิตสิ่งแวดล้อม-สาร-แรงการเคลื่อนที่-พลังงาน-การเปลี่ยนแปลงโลก

                            -ดาราศาสตร์ อวกาศ-ธรรมชาติวิทย์เทคโนฯ

             2.4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มี5สาระ และ12 สาระการเรียนรู้

                                                ศาสนาศิลธรรมจริยธรรม-หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต-เศรษฐศาสตร์

                                                ประวิตศาสตร์ -ภูมิศาสตร

             2.5 สุขศึกษาและพลศึกษา มี5สาระ และ6 สาระการเรียนรู้

                                                การเติบโตพัฒนาการ-ชิวิตและครอบครัว-การเคลือนไหวออกกำลังกายกีฬา

                                          -ส่งเสริมสุข ภาพป้องกันโรค-ความปลอดภัยในชีวิต

             2.6 ศิลป มี3สาระ และ6 สาระการเรียนรู้  ทัศนศิลป์-ดนตรี-นาฏศิลป์

                           2.7 การงานอาชีพและเทคโนโลยี มี5สาระ และ6 สาระการเรียนรู้

                                         การดำรงชีวิตและครอบครัว-การอาชีพ-เทคโนโลยี-เทคโนโลยีสารสนเทศ

                                     -เทคโนโลยีการทำงานและอาชีพ

              2.8 ภาษาต่างประเทศ มี3สาระ และ7 สาระการเรียนรู้

                                                ภาษาเพื่อการสื่อสาร-ภาษาวัฒนธรรม-ภาษากับชุมชนโลก

                      มาตรฐานการศึกษาช่วงชั้นจะมีในเอกสารประกอบหลักสูตร สาระและมาตรฐานตามความถนัดความสนใจฯ สถานศึกษาพัฒนาเพิ่มเติม

 

8.การจัดการเรียนรู้

                8.1 หลักการ- ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรีบยนรู้และพัฒนาตนเองได้ -ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด

                8.2 ลักษณะการจัดการเรียนรู้

                                                - การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว   - การบูรณาการแบบคู่ขนาน

                                                -การบูรณาการแบบสหวิทยา                 -การบูรณาการแบบโครงการ

  9. แนวการจัดการเรียนรู้แบ่งเป็นช่วงชั้น

-ช่วงชั้นที่ 1 (.1-3) จัดสนองตอบต่อความสนใจคำนึงหลักจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการเรียนรู้

                - ช่วงชั้นที่ 2 (.4-6 ) จัดคล้ายช่วงชั้นที่1แต่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนตามความสนใจ

                - ช่วงชั้นที่ 3 (.1-3 ) จัดการเรียนรู้ที่มีหลักการ ทฤษฎีที่ยาก ซับซ้อนขึ้น

                - ช่วงชั้นที่ 4 (.4-6) จัดการเรียนรู้เฉพาะทาง มุ่งเน้นคาวมถนัด ความสามารถ ความคิดระดับสูงตาม

                ความต้องการผู้เรียน ด้านอาชีพ ด้านการศึกษาต่อ

10. สื่อการเรียนรู้

                ลักษณะสื่อ – เป็นแหล่งเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้

                                      - เป็นสื่อที่ผู้เรียนและผู้สอน ใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง

                                      - หลากหลายทั้งสื่อธรรมชาติ สิ่งพิมพ์และสื่อเทคโนโลยี

                หน้าที่สถานศึกษาหน่วยงาน- จัดทำจัดหาสื่อการเรียนรู้   - ศึกษาค้นคว้า วิจัย พัฒนาสื่อ

                                    - เลือกใช้สื่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ    - วิเคราะห์ ประเมินคุณภาพมาตรฐานสื่อ

                                    - จัดแหล่งการเรียนรู้ศูนย์สื่อการเรียนรู้               - จัดเครือข่ายการเรียนรู้

                                  - กำกับติดตามประเมินผล การดำเนินงาน การใช้สื่อ

 11. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

                                - สถานศึกษาจัดทำหลักเกณฑ์แนวปฏิบัติในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

                                - มีการวัดและประเมินผลทั้งระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษาและระดับชาติ

12. การผ่านช่วงชั้นและการจบหลักสูตรขั้นพื้นฐาน

                                - จบชั้น ม. 3 เป็นการจบการศึกษาภาคบังคับ- จบชั้น ม. 6 เป็นการจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

13. เอกสารหลักฐานการศึกษา

                                - สถานศึกษาจัดทำเอกสารการประเมินผลการเรียนเอง เช่น ระเบียนสะสม แบบบันทึกผลการ

                            พัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายวิชา เป็นต้น

                                - เอกสารหลักฐานที่สถานศึกษาทุกแห่งใช้เหมือนกัน เช่น เอกสารแสดงวุฒิการศึกษา แบบราย       

                           งานผู้สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ เป็นต้น

14. การเทียบโอนผลการเรียน

                เทียบโอนผลการเรียนของโรงเรียนโดย- พิจารณาจากหลักฐานการศึกษา

                                                                                       - พิจารณาจากความรู้ประสบการณ์ตรง

                                                                                       - พิจารณาจากความสามารถและการปฎิบัติได้จริง

                ทั้งนี้เป็นไปตามกฎกระทรวงและระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

 15. การพัฒนาศักยภาพครู

                - สถานศึกษามีหน้าที่พัฒนาศักยภาพครูให้เป็นครูมืออาชีพ

                - พัฒนาศักยภาพครูให้เป็นผู้นำทางวิชาการ

 16. การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

                -สถานศึกษาต้องมีหลักสูตรของสถานศึกษาเอง โดยจัดทำสาระการเรียนรู้ จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์จากมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                - กระบวนการสร้างหลักสูตรสถานศึกษาโดย

-กำหนดวิสัยทัศน์                               

-การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

                                - การกำหนดสาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังภายปีหรือรายภาค

-การออกแบบการเรียนการสอน   

-การกำหนดเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิต

                                - แนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

                                          - การจัดทำสาระของหลักสูตร

                                          - การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

                                          - การกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์

                                          - การวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน

17.การกำกับ ติดตามประเมินรายงานผล

                - เป็นกระบวนการที่เป็นกลไกของการประกันคุณภาพ

                - เพื่อให้ทุกกลุ่มทุกฝ่าย มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษา เห็นความก้าวหน้าปัญหาอุปสรรคตลอดจนให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุน การวางแผนและดำเนินการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างแท้จริง

 

  การจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ

1.       ความหมายหลักการของกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ

               ลักษณะผู้เรียนที่พึงประสงค์  ผู้เรียนที่พึงประสงค์ คือ “ผู้เรียนเป็นคนดี  คนเก่ง  และคนมีความสุข”

                 กระบวนการเรียนรู้ที่พึงประสงค์  คือกระบวนการทางปัญญา ที่พัฒนาบุคคลอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีความสุข บูรณาการเนื้อหาสาระตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน ทันสมัย เน้นกระบวนการคิด และการปฏิบัติจริง ได้เรียนรู้ตามสภาพจริง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างไกล เป็นกระบวนการที่มีทางเลือกและมีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย น่าสนใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีผู้เรียน ครู ละผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ร่วมจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ และมุ่งประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข

               กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ  หมายถึง  การกำหนดจุดหมาย สาระ กิจกรรม แหล่งเรียนรู้     สื่อการเรียน และการวัดประเมินผล ที่มุ่งพัฒนา "คน" และ "ชีวิต" ให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้เต็มตามความสามารถ สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน

                กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ  หมายถึง การจัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นประการสำคัญ ใครก็ตามที่เป็นคนสำคัญของเรา เราย่อมมีความรักความปรารถนาดี  ให้แก่เขา    จะคิดจะทำอะไร ก็มักจะคิดถึงเขาก่อนคนอื่น และคิดถึงประโยชน์ที่เขาควรจะได้รับ

               การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งประโยชน์สูงสุดแก่    ผู้เรียน ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย       ผู้เรียนสามารถนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน

             หลักการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

         - ผู้เรียนรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง
                      - เนื้อหาตรงตามความถนัด ความต้องการ และเกิดประโยชน์แก่ผู้เรียน
                      - ผู้เรียนกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ ร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุข
                      - ผู้เรียน ครู เพื่อน มีสัมพันธภาพที่ดี
                      - ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก

2. รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (child center)

         รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ได้แก่CIPPA   MODEL
             C   :  Construct   ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง
           
 I    :  Interaction  ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
          
 P  :  Participation ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้
            
P  :  Process / Product ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการควบคู่กันไปกับผลงาน
            
A   :  Application  ให้ผู้เรียนนำความรู้ประประยุกต์ใช้

         ตัวบ่งชี้การเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
         ตัวบ่งชี้ด้านผู้เรียน     - ประสบการณ์ตรง สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

                                           - ทำกิจกรรมและเปลี่ยนความรู้จากกลุ่ม
                                           - ฝึกคิด สร้างสรรค์ แสดงออก  มีเหตุผล

                                          - ฝึกค้น รวบรวมข้อมูล หาคำตอบ แก้ปัญหาและสร้างความรู้ด้วยตนเอง

                                          - เลือกทำกิจกรรมตามความถนัด ความสนใจ อย่างมีความสุข
                                          - ฝึกตนเองให้มีวินัย มีความรับผิดชอบในการทำงาน
                                          - ฝึกประเมินและปรับปรุงตนเอง และยอมรับผู้อื่น สนใจใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
        ตัวบ่งชี้ด้านครู          - เตรียมทั้งเนื้อหาและวิธีการ           - จัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้
                                          -
ใส่ใจผู้เรียนเป็นรายบุคคล           - จัดกิจกรรมให้นัดเรียนคิด ฝึกปรับปรุงตนเอง                                 

                                           และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์     - จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้จากกลุ่ม
                                        - ใช้สื่อการสอน  ใช้แหล่งเรียนรู้  ชีวิตจริง      - ประเมินอย่างต่อเนื่อง 
3. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการ

     3.1 ความหมายการสอนแบบบูรณาการ  หมายถึง การสอนที่ใช้วิธีเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงกับเรื่องที่เกิดขึ้นในชุมชน  เช่น การสอนที่เชื่อมโยง วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคม ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ในหัวข้อเรื่อง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 3.2 ข้อดีของการสอนแบบบูรณาการ
            1. ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ดีกว่า    2. ผู้เรียนสามารถค้นหาความรู้ได้เร็วกว่า
            3. ผู้เรียนมีความรู้ที่ลึกซึ้งกว้างขวางกว่า  เพราะเรียนจากประสบการณ์ที่หลากหลาย
            4. ผู้เรียนได้รีบการหล่อหลอมเจตคติที่ดี           5. ช่วยเพิ่มคุณค่าเวลาในการเรียนการสอน
3.3 หลักการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ 
            1. เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ                    2. ผู้เรียนทำงานเป็นทีม
            3. เรียนจากประสบการณ์ตรง           4. จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก
            5. เน้นปลูกฝังจิตสำนึก ค่านิยม  และจริยธรรมที่ดีงาม

    3.4 การเรียนการการสอนแบบบูรณาการ 
            1. เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด                  2. ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
            3. เรียนรู้โดยลงมือปฏิบัติจริง          4. เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
            5.  ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม        6. พัฒนาครบทุกด้าน
      3.5 รูปแบบการเรียนการการสอนแบบบูรณาการ 

           1. แบบหลอมรวม (Infusion ) เป็นการนำเนื้อหาความรู้จากวิชาต่าง ๆ มารวมกับวิชาหนึ่งเป็นเนื้อหาเดียวกัน และสอนโดยครูคนเดียว

          2. แบบขนาน  (Parallrel ) กำหนดหัวเรื่อง / ปัญหา / ความคิดรวบยอด โดยครูแต่ละวิชา จะกำหนดเนื้อหาที่สำคัญกับหัวเรื่อง และดำเนินการสอนแต่ละวิชา

         3. แบบสหวิทยาการ(Interdisciplinary)ครูแต่ละวิชา และผู้เรียนร่วมกันกำหนดหัวเรื่อง เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ จุดเด่นของวิธีนี้ คือ เรียนรู้ลักษณะเป็นโครงงาน
         4. แบบโครงการ  หรือ แบบข้ามวิชา (Transdis  elplinary)  ครูแต่ละวิชา ผู้เรียน ร่วมกันกำหนดหัวเรื่อง เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับหัวเรื่อง จุดเด่นของวิธีนี้ คือ สอนร่วมกันเป็นทีม
 3.6 ขั้นตอนการสร้างแบบเรียนแบบบูรณาการ 
            1. กำหนดหัวเรื่องที่จะสอน (Them / concept / Problem)    2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้
            3. กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน      4. ดำเนินการเรียนการสอน       5. ประเมินผล 

   การวัดและประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน


1. การวัดและประเมินกลุ่มสาระการเรียนรู้

         1)การประเมินผลก่อนเรียน เป็นหน้าที่ของครูผู้สอนแต่ละวิชาและแต่ละกลุ่มสาระที่ต้องประเมินโดยมีจุดมั่งหมายเพื่อจัดทำข้อมูลของตัวเด็กแต่ละคนในเบื้องต้น ว่าเด็กแต่ละปีมีสภาพส่วนใหญ่อย่างไร และนำข้อมูลนี้ไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสภาพผู้เรียนตามแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ

          2)ดำเนินการประเมินระหว่างเรียน ซึ่งการประเมินระหว่างเรียนนี้ เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบพัฒนาการของผู้เรียนว่า มีการเปลี่ยนแปลงบรรลุตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ในการสอนตามแผนการสอน แต่ละแผนที่ผู้สอนวางไว้หรือไม่ และการเปลี่ยนแปลง แสดงให้เห็นจากสภาพเดิมที่ทดสอบไว้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการประเมินนั้น เป็นการนำไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียน และส่งเสริมผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถให้เกิดพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพ ข้อมูลการประเมินระหว่างเรียน จึงใช้ทั้งแก้ไขซ่อมเสริมความบกพร่องของเด็กบางคน ขณะเดียวกันก็นำไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมแบบสอนเสริมให้กับเด็กที่เก่ง ได้เกิดพัฒนาเต็มศักยภาพ

           3) เป็นการประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนซึ่งการประเมินเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ครั้งสุดท้ายนี้ เพื่อมุ่งตรวจสอบความสำเร็จของผู้เรียนทั้งรายบุคคลและอิงกลุ่ม ว่าในกลุ่ม ในชั้นนั้น เมื่อผ่านการเรียนรู้ในช่วงเวลาหนึ่งแล้วนักเรียนส่วนใหญ่ ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด เพราะต่อไปนี้เป็นการประเมินสะสมพัฒนาการ จะทำระหว่างภาคระหว่างปีก็ได้ เพื่อนำผลไปประเมินรวบยอดอีกครั้งหนึ่งตัดสินเป็นผลสุดท้ายเมื่อจบช่วงชั้นสำหรับเด็ก ม.ต้นที่จัดเป็นรายนั้น

2. การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

          1)ผู้ที่รับผิดชอบกิจกรรมอาจจะคอยประเมินผลการปฏิบัติของผู้เรียนแต่ละคนตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในแต่ละกิจกรรมโดยดูจากพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมการลงมือดำเนินกิจกรรมตามที่กำหนด และดูผลสุดท้ายว่าเมื่อเด็กทำกิจกรรมนั้นแล้วได้ผลงานออกมามีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ซึ่งต้องอาศัยวิธีการที่หลากหลาย ตามสภาพจริง ดูทั้งความประพฤติ การมีส่วนร่วม ดูทั้งการประยุกต์ใช้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้นๆรวมถึงผลงานสุดท้ายที่เด็กได้ว่าเป็นคุณภาพอย่างไรอาจจะทำเป็นรูป Rubric เขียนเป็นเกณฑ์คุณภาพออกมา

          2)ผู้ที่รับผิดชอบกิจกรรมจะต้องคอยตรวจสอบในเรื่องการใช้เวลาเข้าร่วมกิจกรรมของผู้เรียนว่าเป็นไปตามเกณฑ์ ที่สถานศึกษากำหนดหรือไม่ เพราะในเรื่องเกณฑ์การเข้าร่วมกิจกรรมของเด็กนี้เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบ และเด็กได้ใช้เวลาตามที่หลักสูตรได้กำหนดไว้ ให้เป็นประโยชน์ตามความสนใจ ความถนัด                                                                                                                                                                       

         3)เมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้ไปในระยะหนึ่งแล้ว ผู้รับผิดชอบในหลักสูตรกิจกรรมต้องจัดให้มีการประเมินการปฏิบัติกิจกรรมผู้เรียน เพื่อสรุปความก้าวหน้าในสภาพของการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ในแต่ละระยะเพราะถ้าหากไม่ประเมินเป็นระยะๆจะมองไม่เห็นเลยว่าเด็กแต่ละคนมีความถนัด ความสนใจ และแสดงความก้าวหน้าของตนเองมากน้อยเพียงใด ถ้าหากมีเด็กบางคน ไม่มีส่วนร่วม ไม่รับผิดชอบหรือผลงานไม่ก้าวหน้าเราจะได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข หรือส่งเสริมกระตุ้นให้เด็ก ปฏิบัติกิจกรรมให้ถูกต้องตามที่กำหนดหรือปรับปรุงผลงาน ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป ในส่วนนี้เมื่อเสร็จแล้วให้รายงานผลการประเมินให้ผู้ปกครองทราบทุกกิจกรรมโดยทำการประเมินตามจุดประสงค์ที่สำคัญของกิจกรรมแต่ละกิจกรรมที่เด็กเข้าร่วม และนำผลการประเมินนั้น ไปรวมกับการประเมินการร่วมกิจกรรม ในช่วงปลายภาคอีกครั้งหนึ่งเพื่อตัดสินผลการร่วมกิจกรรมเมื่อสิ้นสุดการศึกษา ทั้งนี้ให้ทำทุกภาคเรียน และสรุปในช่วงปลายปีตลอด อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูความก้าวหน้าเด็ก

3. การประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์

                 โดยแนวคิดแล้วเนื่องจาก พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 2542  กำหนดว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น ต้องการสร้างให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง เป็นคนดี และมีความสุข ซึ่ง 8 สาระกับ 1 กิจกรรม อาจจะเป็นตัวหลักสูตรสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของเด็กแต่ละคนได้ แต่ในเรื่องของความดี คือมุ่งตรงไปที่ด้าน ความประพฤติคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามที่สถานศึกษากำหนดขึ้นมา จะด้วยเป็นนโยบาย เป้าหมายพัฒนาหรือมีการสำรวจความต้องการของผู้ปกครองท้องถิ่นประกอบด้วยก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่โรงเรียนต้องกำหนดขึ้น สำหรับพัฒนาผู้เรียนเป็นกรณีพิเศษ เพื่อแก้ปัญหา หรือเป็นการสร้างเอกลักษณ์เกี่ยวกับ คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนตามที่สถานศึกษาและชุมชนนั้นๆต้องการ โดยเป็นการประเมินเชิงวินิจฉัย วินิจฉัยพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พึงประสงค์หรือไม่ และก็ใช้เป็นส่วนหนึ่ง ประกอบหลักฐานในการจบช่วงชั้นซึ่งมีวิธีการดำเนินงานคือ

            1)ให้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาและประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสถานศึกษาขึ้นโดยอาจประกอบไปด้วย ผู้แทนครู ผู้ปกครองและชุมชน โดยกรรมการจะทำหน้าที่กำหนดแนวทางการพัฒนา การประเมิน และกำหนดเกณฑ์การประเมินรวมถึงแนวทางการปรับปรุงซ่อมเสริมผู้เรียนที่ยังมีคุณลักษณะบกพร่องหรือยังไม่อยู่ในเกณฑ์

            2)คณะกรรมการพัฒนา และประเมินคุณลักษณะนี้เป็นผู้กำหนดเป้าหมายของการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความจำเป็น หรือสอดคล้องกับความต้องการของสถานศึกษา และชุมชนซึ่งอาจเป็นคุณลักษณะที่กำหนดขึ้นอิสระ หรือเป็นลักษณะที่ซ้ำซ้อนกับมาตรฐาน 8 สาระ 8 กลุ่มวิชาก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดเน้น

           จากนั้นคณะกรรมการที่กำหนด กิจกรรมพัฒนานี้อาจจะมี 2 ลักษณะคือ

           1)กิจกรรมพัฒนาคุณลักษณะในห้องเรียน ในชั้นเรียน โดยมอบหมายให้ผู้สอนเป็นผู้สังเกต ประเมินผล แก้ไข ปรับปรุง ในระหว่างการจัดทำกิจกรรมการเรียนรู้ และทำข้อมูลบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

           2)เป็นการสังเกตประเมินจากกิจกรรม นอกห้องเรียน โดยให้บุคลากรของสถานศึกษา หรือผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่กำหนดขึ้นเป็นผู้ร่วมสังเกต และประเมินผล หรือ แก้ไขปรับปรุงผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา