วัฒนธรรม ประเพณีของตำบลศิลาเพชร

          ประชาชนศิลาเพชรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายไทยลื้อ มีจารีต ประเพณี ที่ยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน มีภาษาพูดเป็นของตนเอง มีลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีการสืบทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ที่ดีงาม จากความเป็นกลุ่มชนเดียวกัน มีเผ่าพันธุ์เดียวกันจึงทำให้ ชุมชนมีความเข้มแข็ง นอกจากนี้จากการที่มีหน่วยงานราชการในพื้นที่หลาย หน่วยงานด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 ศูนย์แพทย์ชุมชนตำบลศิลาเพชร- อวน (สถานีอนามัยเดิม) โรงเรียนศรัทธาศิลาเพชรรังสรรค์ โรงเรียนชุมชนศิลาเพชร โรงเรียนบ้านดอนมูล หน่วยจัดการต้นน้ำน้ำย่าง สายตรวจศิลาเพชร ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีตำบลศิลาเพชร นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มรักษ์น้ำย่าง กลุ่มป่าชุมชนบ้านนาคำ จึงทำให้ชุมชนของชาวศิลาเพชรมีทุนทางสังคมที่ค่อนข้างสูงชุมชนหนึ่งทีเดียว

ความสัมพันธ์ทางสังคม

          ความสัมพันธ์ภายใน จะเห็นได้ว่าจากฐานะทางสังคมและฐานะทางเศรษฐกิจของชาวบ้านที่ยังดำรงชีวิตอยู่กับความเป็นอยู่ที่ยังเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ และทรัพยากรธรรมชาติ โดยจะยังคงมีความเคารพบุคคลและมีความเชื่อที่สืบต่อกันมา จากบรรพบุรุษความเป็นชนเผ่าไทลื้อและความรู้สึกผูกพันของชาวบ้านนั้นยังแน่นแฟ้นและรักกันมาก เสมือนหนึ่งครอบครัวเดียวกัน เวลามีกิจกรรมหรืองานใดๆ เกิดขึ้น ก็จะช่วยกันร่มไม้ร่วมมือกันและช่วยเหลือกันตามบรรดาชาวบ้าน บางทีอาจจะไม่ต้องใช้เงินทองในการจ้างหรือให้เป็นรางวัล แต่อาจจะเป็นการเลี้ยงข้าวสักมื้อหรือมีงานสังสรรค์ ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านมีความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกัน และสามัคคีกันตลอดจนช่วยกันคิดในสิ่งที่มีประโยชน์เพื่อความก้าวหน้าและเจริญรุ่งเรืองให้กับหมู่บ้าน

          นอกจากนั้นเมื่อเกิดปัญหาประการใดๆ ก็ตามชาวบ้านจะช่วยกันสะสางหรือช่วยกันแก้ปัญหา อาจจะเป็นการระดมคน หรือการร่วมใจกันซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการที่ชาวบ้านมีความรักรักต่อกันเห็นอกเห็นใจกันและมีความสามัคคีต่อกันนั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ถ้าเมื่อทุกฝ่ายออมชอมกันและยอมปฏิบัติตามความคิดที่ตกลงกันได้

          ความสัมพันธ์ภายนอก สังคมตำบลศิลาเพชร แต่เดิมนั้นการติดต่อสื่อสาร การโทรคมนาคมกับสังคมภายนอก การรับเอาอิทธิพลและวัฒนธรรม การติดต่อสื่อสารกับสังคมภายนอกยังเป็นไปได้ง่ายเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งความเจริญของเทคโนโลยีการ สื่อสาร และความสะดวกในการโทรคมนาคม มีการรับเอาวัฒนธรรมการแต่งกาย การบริโภค แบบสากล เข้ามาในชุมชนมากขึ้น แต่ก็สามารถรักษาวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามแบบดั้งเดิมไว้ได้

ประเพณีต่างๆของตำบลศิลาเพชร

          ขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้านเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ซึ่งผูกพันใกล้ชิดกับการดำเนินชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น อันเป็นมรดกที่ดีของสังคมและเป็นรากฐานอันสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่น ดังนั้น ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เข้าใจถึงความเป็นมา แนวคิดกิจกรรม และรูปแบบการดำเนินชีวิตของประชาชน ในท้องถิ่นนั้นๆเป็นอย่างดี

ประเพณีค้ำโพธิ์

          ตำบลศิลาเพชรจะมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่งซึ่งเชื่อว่า เจ้าเก้าเกื่อนซึ่งเป็นหลานของพญาภูคา ผู้สร้างเมืองย่าง (ชื่อเดิมของตำบลศิลาเพชร) ได้นำต้นโพธิ์ดังกล่าวมาจากจังหวัดสุโขทัย โดยนำมาปลูกไว้ใกล้กับบ้านบ่อตองทางทิศตะวันตก พร้อมกับได้สร้างเจดีย์องค์เล็กๆ ไว้หนึ่งองค์ ซึ่งได้นำเอา แก้ว แหวน เงิน ทอง สิ่งมีค่าบรรจุในองค์พระเจดีย์นั้น ปัจจุบัน ไม่ปรากฏเจดีย์ให้เห็นเนื่องจากต้นโพธิ์ได้ได้โตขึ้นครอบเจดีย์องค์เล็กจมหายลงไปในดิน คงเหลือแต่ต้นโพธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในตำบลศิลาเพชร ซึ่ง ล่าสุดในวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๐ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๒ การประกวดต้นไม้ยักษ์ประเภทต้นโพธิ์ ซึ่งจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตน่าน

          ดังนั้นต้นมหาโพธิ์ต้นนี้จึงเป็นเสมือนหลักเมือง เป็นศูนย์รวมศรัทธาและความเชื่อของชาวศิลาเพชร ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 16 เมษายน (วันปากปี) ของทุกปี ชาวศิลาเพชรจะร่วมใจกันจัดไม้ค้ำโพธิ์มารวมกันเพื่อทำบุญเนื่องในเทศกาลปีใหม่เมืองมีการทำบุญถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ที่นิมนต์มาจากวัดต่างๆ ในตำบล ร่วมกันปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่า ร่วมกันสรงน้ำต้นโพธิ์ ก่อเจดีย์ทรายใต้ต้นโพธิ์ และมีการจัดขบวนแห่นางสงกรานต์ และขบวนฟ้อนรำเฉลิมฉลอง และมีการรับประทานอาหารร่วมกันและจัดกิจกรรมร่วมกันทั้งวันในวันสำคัญยิ่งของเขาเหล่านั้น

ประเพณีสรงน้ำพระเพชร

          เมื่อประกอบพิธีถวายไม้ค้ำโพธิ์เรียบร้อยแล้วก็จะมีการสรงน้ำพระเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของชาวตำบลศิลาเพชร ชาวบ้านค้นพบในลำน้ำย่าง ที่ยอดพระเมาฬีจะมีแก้วที่ใสเหมือนเพชรประดับอยู่ จึงเรียกว่า "พระเพชร" ในเทศกาลปีใหม่เมือง จึงนำออกมาประกอบพิธีสรงน้ำเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต จากนั้นก็จะร่วมกันสรงน้ำพระสงฆ์เพื่อเป็นการขอขมาแด่พระภิกษุสงฆ์ในการล่วงเกินแด่ท่านไม่ว่าจะเป็นการล่วงเกินด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม จากนั้นพระสงฆ์ก็จะกล่าวอวยชัยให้พรแก่ผู้อยู่ในพิธี

ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ

          เมื่อประกอบพิธีสรงน้ำพระเรียบร้อยแล้วก็จะมีการรดน้ำดำหัวผู้อาวุโส โดยมีการเรียนเชิญผู้สูงอายุจากหมู่บ้านต่างๆ ในตำบลมาร่วมพิธี โดยเตรียมเอาน้ำอบ น้ำหอม ดอกไม้ธูปเทียน พร้อมของขวัญ ไปมอบให้แก่ผู้อาวุโสที่เชิญมาร่วมพิธี โดยมีตัวแทนผู้อ่อนอาวุโสกว่าซึ่งอาจจะเป็นกำนัน หรือ นายก อบต. เป็น ผู้นำกล่าวขอขมาที่ได้ล่วงเกินแก่ผู้อาวุโสในปีที่ผ่านมาพร้อมกับอวยพรให้ท่านอาวุโสมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง จากนั้นผู้ที่มาร่วมพิธีก็จะพากันเอาน้ำอบ น้ำหอมไปเทรวมกันที่ขันขนาดใหญ่ที่วางไว้หน้าผู้อาวุโสของแต่ละคนโดยจะไม่รดลงที่ฝ่ามือเหมือนที่ภาคกลางปฏิบัติเพราะทางจังหวัดน่านเชื่อว่าการรดที่ฝ่ามือคือการรดน้ำศพ ผู้อาวุโสก็จะวักน้ำในขันประพรมให้กับบรรดาลูกหลานที่มาร่วมงาน พร้อมกับอวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพดี มีความสุข

ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อภูคา

          พิธีสรงน้ำการะวะ "เจ้าพ่อหลวงภูคา" ซึ่งชาวศิลาเพชร เชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งเมืองย่าง(ชื่อของตำบลศิลาเพชรเดิม) ในวันที่ 16 เมษายน ของทุกปีหลังจากทำพิธีค้ำโพธิ์ สรงน้ำพระ และรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุแล้ว ทุกคนก็จะเคลื่อนขบวนแห่ ตี ฆ้อง กลอง ฉิ่ง ฉาบ พากันรำฟ้อน มายังบริเวณศาลเจ้าพ่อภูคา พร้อมกับเครื่องสูมาการะวะ อันประกอบด้วยดอกไม้ธูปเทียน พร้อมอาหาร คาว หวานและผลไม้ ผู้นำพิธีหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ข้าวจ้ำ" จะทำหน้าที่ในการนำกล่าวขอขมาต่อเจ้าพ่อภูคา นอกจากในเทศกาลสงกรานต์แล้วในเดือนพฤษภาคม ของทุกปีจะมีการประกอบพิธีบวงสรวงใหญ่อีกครั้งหนึ่งโดยจะมีการถวายเครื่องเซ่นเป็นหมูหนึ่งตัว และมีการฟ้อนถวายด้วย

ประเพณีรดน้ำผาควาย

          ในบริเวณน้ำตกศิลาเพชร มีหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนหลังควายที่โผล่ขึ้นมากลางน้ำ เมื่อนานมาแล้วเชื่อว่ามีควายที่ชาวบ้านต้อนกลับบ้านขณะที่เสร็จจากงานจมน้ำตายในบริเวณนั้น ทุกปีจึงต้องมีพิธีรดน้ำเพื่อขอขมาก้อนหินผาดังกล่าว ซึ่งหากปีใดที่ละเลยไม่ได้ประกอบพิธี เชื่อว่าจะทำให้ฝนแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล พิธีรดน้ำผาควาย จะมีขึ้นในวันที่ 16 เมษายนของทุกปีหลังจากทำพิธีการะวะเจ้าพ่อภูคาเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยก่อนเริ่มพิธีจะมีการตั้งขบวนแห่ ตีฆ้อง ตีกลอง เข้าไปยังบริเวณผาควายนั้น ชาวบ้านจะร่วมกันบริจาค ข้าว ปลา อาหาร ขนม ผลไม้ เพื่อนำไปประกอบพิธีบริเวณผาควาย โดยข้าวจ้ำจะทำหน้าที่กล่าวขอขมาแก่ผาควายโดยนำเอา ข้าว ปลา อาหาร ไปวางเซ่นไหว้ ไว้บนหน้าผานั้น พร้อมๆ กับ ผู้นำจากหมู่บ้านต่างๆ เมื่อกล่าวเสร็จแล้วก็จะฟ้อนรำบนนั้น โดยคนที่อยู่ในน้ำข้างล่างก็จะสาดน้ำขึ้นไปจนเปียกโชก จนเป็นเวลาพอสมควรก็จะโยน ขนม ข้าว ปลา อาหาร ให้กับเด็กๆ ที่สาดน้ำที่อยู่ในบริเวณผาควายนั้น

การเซ่นสรวงบูชา "ผีย่า"

          เมื่อถึงวันสงกรานต์จะมีพิธีบวงสรวงผีย่าซึ่งเป็นความเชื่อถือและปฏิบัติกันมานานตั้งแต่สมัยโบราณการทำพิธีกรรมนี้คือการนัดหมายของญาติพี่น้องที่มีการนับถือผีปู่ย่าเดียวกันนำอาหารไปเซ่นบวงสรวง สังเวยบูชาที่ศาลเจ้า หรือที่เรียกว่า "หอผี" ของที่นำมาบวงสรวงมี หัวหมู ไก่ต้ม ดอกไม้ธูปเทียน เหล้า น้ำ บุหรี่ หมากพลู และมีการบูรณะศาล หรือหอผี เพื่อขอความคุ้มครองและความอยู่เย็นเป็นสุข ความอุดมสมบูรณ์ และความปลอดภัยต่างๆ เมื่อเสร็จพิธีกรรมในการเซ่นบวงสรวงบูชาผีปู่ย่าแล้วได้มีการกินเลี้ยงโดยนำเอาอาหารที่นำมาแบ่งปันกันกิน

ประเพณีสรงน้ำพระธาตุนาคำ

          ประเพณีจะมีการสรงน้ำพระธาตุนาคำ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 คือ เดือนพฤษภาคมของทุก ๆ ปี จะมีการทำบุญ ถวายสังฆทาน ฟังธรรม จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่บ้านนาคำทราบว่า เจดีย์วัดนาคำก่อสร้างขึ้นเมื่อ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2471 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 ตามคำบอกเล่าของ นายสวัสดิ์ ธรรมสละ ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลศิลาเพชร ได้เล่าว่า สืบเนื่องจาก ในปี พ.ศ. 2471 ตำบลศิลาเพชร เกิดโรคระบาดขึ้น คือโรคไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) ประชาชนในตำบลล้มป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ผู้ที่รอดตายต่างก็แผลเป็นเกิดขึ้นตามร่างกายและใบหน้าการรักษาในสมัยนั้นเป็นไปด้วยความลำบากเนื่องจากโรงพยาบาลมีเพียงแห่งเดียวคือในจังหวัดน่าน การเดินทางไปรักษาก็ต้องอาศัยการเดินเท้า การดูแลรักษาคนไข้ทำได้ก็แค่อาศัยหมอพื้นบ้านในหมู่บ้านและแพทย์ประจำตำบลเท่านั้น ยาที่ใช้รักษาก็เป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านเท่าที่จะหาได้

          ขณะนั้น ผู้นำท้องถิ่นซึ่งประกอบด้วย กำนันวงค์คาด จันต๊ะเทพ นายวรรณ ปรังการ ผู้ทรงคุณวุฒิบ้านนาคำ นายเมือง สุยะเสียน แพทย์ประจำตำบล นายทอง พิชวงค์ ผู้ใหญ่บ้านป่าตองพร้อมด้วยผู้นำหมู่บ้านต่าง ๆ ในตำบลศิลาเพชร ได้ประชุมปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับโรคไข้ทรพิษนี้ ว่าควรจะหาทางรักษาและแก้ไขกันอย่างไร มติที่ประชุมเห็นควรว่า ให้ผู้ที่มีรายนามดังกล่าวเป็นตัวแทนของชาวตำบลศิลาเพชร นำเอาเหตุการณ์ดังกล่าวไปบอกเล่าและกราบนมัสการพระคุณเจ้าเจ้าคณะจังหวัดน่านให้ทราบเพื่อขอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขภัยพิบัติดังกล่าว

          เมื่อคณะกรรมการได้ไปกราบนมัสการพระคุณเจ้า เจ้าคณะจังหวัดน่าน ขณะนั้นพระคุณท่านก็ได้ให้ข้อเสนอแนะว่าให้ประชาชนชาวตำบลศิลาเพชรร่วมใจกันสร้างเจดีย์ไว้ประจำตำบล เพื่อไว้สักการบูชา สรงน้ำเจดีย์ทุกปี เพื่อให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่อาจทุเลาเบาบาง

          คณะกรรมการกลับมาประชุมปรึกษาหารือ มีมติสร้างเจดีย์ขึ้น ณ วัดนาคำซึ่งเป็นบ้านกำนัน ลงมือก่อ สร้างในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2471 โดยมีขนาดขุดหลุมกว้าง 1 วา ลึก 1 วา นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ วางศิลาฤกษ์ ดำเนินการก่อสร้างเจดีย์ ขนาดฐานกว้างด้านละ 1 วา สูง 4 วา นำเพชรนิลจินดา แก้วแหวน ทองคำบรรจุลงในหลุม ก่อเจดีย์ด้วยอิฐถือปูนครอบหลุมไว้ สร้างแล้วเสร็จและเฉลิมฉลอง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เมื่อครบรอบปีประชาชนชาวตำบลศิลาเพชรจะมาร่วมสักการะบูชาสรงน้ำและมีการฟังเทศน์กันทุกปีเป็นประจำ

ประเพณีทำบุญกลางบ้าน

          การทำบุญกลางวันมีบ้างในบางท้องถิ่นในภาคเหนือ มักจะทำกันเมื่อเสร็จงานการทำไร่ ทำนาแล้ว ประมาณปลายฤดูหนาว เมื่อวางจากการทำไร่นา เพื่อเป็นการขอความเป็นอยู่เย็นเป็นสุข เป็นศิริมงคลแก่หมู่บ้าน สุดแต่หัวหน้าของหมู่บ้านจะปรึกษากันคิดทำบุญกลางบ้านขึ้นนานๆครั้ง การกำหนดงานชาวบ้านจะนัดหมายบอกกล่าวกันไป ทุกหลังคาเรือน นิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระพุทธมนต์ แหละถวายอาหารแก่พระสงฆ์ โดยเลือกทำเลอันเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน ซึ่งมีลานบริเวณกว้างขวางพอสมควรแล้วจัดตั้งประรำที่พระนั่งสวดมนต์ประดับตกแต่งด้วยกระดาษและใบมะพร้าว ต้นกล้วย บางแห่งก็ทำที่โรงเรียนประชาบาล

ประเพณีงานศพ

          งานศพเป็นงานทุกข์โศก ซึ่งผู้ที่ไปงานศพ คือการไปแสดงความเคารพความอาลัยต่อผู้ตาย การแต่งการมุ่งมั่นให้สุภาพเรียบร้อย วางตัวให้เหมาะสมกับงานอยู่ในความสำรวมทั้งกายและใจ ไม่สรวลเสเฮฮาดื่มของมึนเมา เมื่อไป งานศพควรเคารพและปราศรัยกับเจ้าภาพพอสมควร และควรกราบพระก่อน จึงจะเคารพศพ

          การทำบุญหน้าศพเมื่ออาบน้ำศพและเอาศพลงหีบแล้ว บางรายก็ตั้งไว้ในบ้านเพื่อสะดวกแก่การทำบุญ ทำทานต่อหน้าศพ ไปจนถึงเวลาเผา มีทำบุญ 7 วัน และ 100 วัน เป็นต้น บางรายก็เอาศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดจนกว่าจะเก็บศพหรือเผา การทำบุญมักทำตามความศรัทธาของเจ้าภาพ ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ นอกจากงาน 7 วัน 50 วัน 100 วัน ตามประเพณีแล้วบางรายก็จัดให้มีเทศน์ มีการสวดมนต์ และ การสวดอภิธรรมตอนกลางคืน

ความเชื่อของคนในท้องถิ่น
ตัวอย่างความเชื่อถือในเรื่องต่างๆ
ตำราเขม่น

เขม่นที่เปลือกตาซ้าย ทำนายว่า จะมีคนกล่าวถึง
เขม่นที่เปลือกตาขวา ทำนายว่า จะมีคนนำลาภมาให้
เขม่นที่กึ่งกลางตา ทำนายว่า จะมีคนมาหา
 

ตัวอย่างการทำนายฝัน

ฝันว่า นุ่งผ้าใหม่ ทายว่า จะได้ดีมีสุข ชนะศัตรู
ฝันว่า ตกแห ตกปลา ทายว่า จะเสียของรัก
ฝันว่า นาคเกี้ยวมือ เท้า ทายว่า จะมีคนช่วยเหลือเรา
ฝันว่า ได้แหวนสวมนิ้ว ทายว่า จะได้เนื้อคู่ที่ถูกใจ บุตรที่น่ารัก
ฝันว่า เก็บผลไม้ได้ ทายว่า จะได้ของรักถูกใจ
ฝันว่า กินอาหารร่วมพ่อ แม่ ทายว่า จะได้ลาภผลที่ถูกใจ
ฝันว่า เข้าคุก ทายว่า จะได้เปลี่ยนงาน
ฝันว่า ถูกตัดมือ เท้า ทายว่า จะได้เลื่อนยศ


ภูมิปัญญาชาวบ้าน
การใช้สมุนไพร

         จากอดีตที่ผ่านมาชาวบ้านที่มีถิ่นฐานอยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอ เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นไม่สามารถที่จะเดินทางมายังตัวอำเภอได้ ทางแก้ไขของชาวบ้านคือการพึ่งพาตัวเองด้วยการรักษาโรคด้วยสมุนไพร ซึ่งบางส่วนได้รับการถ่ายทอดจากคนรุ่นก่อน หรือจากบรรพบุรุษผู้รู้การรักษาโรคต่างๆ เช่น
         1. เมื่อเด็กทารกปวดท้อง อันเกิดจากมีลมในกระเพาะอาหาร ก็รักษาด้วย ไพทาบริเวณหน้าท้อง หรือฝนให้ดื่ม
         2. เมื่อท้องร่วงให้ทานใบฝรั่ง หรือน้ำแช่เปลือกต้นเคาะ
         3. เมื่อแมงป่องกัดให้เอาไฟลนบริเวณที่ถูกัด แล้วเอายางยอดฟักทองใส่จะบรรเทาอาการได้
         4. เมื่อถูกน้ำร้อนลวก หรือมีแผลไฟไหม้ใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่ลวกจะทำให้แผลหายเร็ว
         5. เมื่อเจ็บคอ ให้เคี้ยวใบฟ้าทะลายโจร จะทำให้อาการเจ็บคอบรรเทาได้
         6. เมื่อมีแผลชกช้ำ ให้นำใบพลับพลึงไปรนไฟมาพันบริเวณฟกช้ำจะทำให้บรรเทาลงได้
         7. เมื่อมีอาการช้ำใน ให้ทานน้ำใบบัวบก จะทำให้บรรเทาลง
         8. เมื่อหญิงที่คลอดลูกใหม่ๆไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน ให้นำเปลือกต้นนมนางมาแช่น้ำให้ดื่ม จะทำให้ผู้เป็นแม่มีน้ำนม ให้ลูกดื่มมากๆได้
         9. เมื่อมีอาการไออย่างหนัก ให้เอาน้ำมันงามาทาบริเวณต้นคอ จะทำให้อาการไอบรรเทาลงได้
       10. เมื่อหญิงคลอดลูกใหม่ๆนิยมการอยู่ไฟก่อนเป็นเวลา 15 - 30 วันเป็นต้น