ข้อมูลโรงเรียน
ประวัติโรงเรียน
มาร์ชโรงเรียน
ฝ่ายบริหารวิชาการ
ฝ่ายบริหารทั่วไป
ฝ่ายบริหารงานบุคคล
ฝ่ายบริหารงบประมาณ
หลักสูตรสถานศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้
ข้อมูลบุคลากร
ทำเนียบผู้บริหาร
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข้อมูลครูและบุคลากร
ข้อมูลครูแกนนำ
ข้อมูลนักเรียน
ข้อมูลโปรแกรม EIS
ข้อมูล GPA/PR
ข้อมูล PBB
หนึ่งโรงเรียนหนึ่งผลิตภัณฑ์
เว็พที่น่าสนใจ
 
หนังสือพิมพ์
เดลินิวส์ ไทยรัฐ
ข่าวสด เนชั่น
บางกอกโพส์ ฐานเศรษฐกิจ
มติชน แนวหน้า
คม ชัด ลึก สยามรัฐ
TV
| TV3 | | TV5 |
| TV7 | | TV9 |
| TV11 | | ITV |
| UBC | [ อ.ส.ม.ท. ]
 


สมุดเยี่ยม


ลำดับที่เยี่ยมชม

 

หลักสูตรสถานศึกษา

 

ข้อมูลโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี
สีประจำโรงเรียน
   
  เทา - แดง  
 
" สีเทา "
หมายถึง มันสมอง
 
" สีแดง "
หมายถึง เลือดที่เข้มข้น
     
คติพจน
   
  " นตถิปัญญา สมา อาภา "  
    แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี
     
ปรัชญาโรงเรียน
   
  เรียนดี ประพฤติดี กีฬาพร้อม สิ่งแวดล้อมงาม
     
รูปแบบสัญลักษณ์โรงเรียน
   
     
วิสัยทัศน์

บริหารโรงเรียนเป็นฐาน มุ่งมาตรฐานผู้เรียน ปรับเปลี่ยนเทคนิควิธีการ สืบสานความเป็นไทย ในสากล บุคคลสู่มาตรฐานวิชาชีพ

     
     
ภารกิจ 1. พัฒนาโครงสร้างและระบบบริหารจัดการงบประมาณในการบริหารการศึกษาด้านปริมาณ และคุณภาพให้ครอบคลุมทั่วถึง โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
2. พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา
3. วางแผนสรรหาเทคนิควิธีการเรียนการสอนในการจัดหาวัสดุ ครุภัณฑ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ให้เพียงพอและมีคุณภาพ
4. ส่งเสริมการเรียนรู้ในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสาน บูรณาการในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในการเรียนการสอน
5. ส่งเสริมบุคลากรให้พัฒนาตนเองพร้อมที่เข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพชั้นสูง
     
จุดมุ่งหมายของหลักสูตร หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกำหนด จุดหมายซึ่งถือเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังต่อไปนี้
1. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีในการดำรงชีวิตเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมได้
2. มีความรู้ ความสามารถทางวิชาการ รู้จักคิดแก้ปัญหาอย่างมีระบบ
3. มีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยี และใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ การสื่อสาร การจัดการที่เหมาะสมได้
4. มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีสุทรียภาพทางด้านดนตรี กีฬา ศิลปและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
5. ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภูมิใจในความเป็นไทย และประวัติความเป็นชาติไทย
6. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ชุมชนและประเทศชาติ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์

1. มีวินัย มีความรับผิดชอบและปฏิบัติตนตามหลักเบื้องต้นของแต่ละศาสนา
2. มีความเมตตา กรุณา ซื่อสัตย์สุจริต
3. ใช้สิ่งของและทรัพย์สินอย่างประหยัดและคุ้มค่าทั้งของตนเองและส่วนรวม
4. ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมไทย และค่านิยมที่พึงประสงค์
5. รักการอ่าน ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มีทักษะพื้นฐานในการทำงานและประกอบอาชีพ

     
เป้าหมาย

1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินตามหลักสูตร ร้อยละ 90
2. สามารถใช้ภาษาไทยในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 90
3. สามารถใช้ภาษาต่างประเทศในการสื่อสารได้อย่างน้อย 1 ภาษา ร้อยละ 80
4. นักเรียนมีความกระตือรือร้น รักการอ่าน เลือกใช้วิธีการแสวงหาความรู้ และสรุปประเด็น จากการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 80
5. นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ ร้อยละ 90
6. นักเรียนมีทักษะทางด้านกีฬาอย่างน้อย 1 ประเภท ร้อยละ 90
7. นักเรียนมีสุขภาพกายดี ตามเกณฑ์มาตรฐานไม่น้อยกว่า ร้อยละ 90
8. นักเรียนมีสุขภาพจิตดีตามเกณฑ์มาตรฐานไม่น้อยกว่า ร้อยละ 90
9. นักเรียนมีความสามารถด้านศิลปะ ดนตรี ร้อยละ 60
10. นักเรียนทุกคนปลอดจากสารเสพติดให้โทษ
11. นักเรียนสามารถทำงานตามลำดับขั้นตอนได้อย่างคล่องแคล่วมีความขยันอดทน ละเอียดรอบคอบ ผลงานมีคุณภาพ มีความสุข และภูมิใจในผลงานของตน ร้อยละ 80
12. นักเรียนเห็นประโยชน์และคุณค่าในอาชีพ สามารถทำงานเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ร้อยละ 80
13. นักเรียนทุกคนสามารถใช้ คอมพิวเตอร์โปรแกรม Word Processing และตารางการทำงานได้
14. นักเรียนทุกคนเคารพในเหตุผล เลื่อมใสในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข
15. นักเรียนอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 80

     

โครงสร้างหลักสูตรช่วงชั้นที่ 3
(ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3)

กลุ่มสาระ

เวลาเรียน (ชั่วโมง/สัปดาห์/ปี)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
1) สาระการเรียนรู้พื้นฐาน
.
.
.
ภาษาไทย
3/120
3/120
3/120
คณิตศาสตร์
3/120
3/120
3/120
วิทยาศาสตร์
3/120
3/120
3/120
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
3/120
3/120
3/120
สุขศึกษาและพลศึกษา
2/80
2/80
2/80
ศิลปะ
2/80
2/80
2/80
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3/120
3/120
3/120
ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
3/120
3/120
3/120
2) สาระเพิ่มเติม
4/160
4/160
4/160
3) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
4/160
4/160
4/160
รวม
1,200
1,200
1,200


 
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
 
       
    เป้าหมาย  
  การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนรู้จักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีกระบวนการคิด มีทักษะในการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม และมีความสุข มีจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ โดยกำหนดเป้าหมายในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนดังนี้
    1. ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย เกิดความรู้ ความชำนาญ ทั้งวิชาการ และวิชาชีพอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
2. ผู้เรียนค้นพบความสนใจ ความถนัด และพัฒนาความสามารถพิเศษเฉพาะตัว มองเห็น ช่องทางในการสร้างงาน อาชีพ ในอนาคตได้เหมาะสมกับตนเอง
3. ผู้เรียนเห็นคุณค่าขององค์ความรู้ต่าง ๆ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ ในการพัฒนาตนเอง และประกอบสัมมาชีพ
4. ผู้เรียนพัฒนาบุคลิกภาพ เจตคติ ค่านิยมในการดำเนินชีวิต และเสริมสร้างศีลธรรม จริยธรรม
5. ผู้เรียนมีจิตสำนึกและทำประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ
       
หลักการ      
  กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมีหลักการจัดดังนี้    
 

1. มีการกำหนดวัตถุประสงค์และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม
2. จัดให้เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความสนใจ ความถนัด และความสามารถของผู้เรียน
3. บูรณาการวิชาการกับชีวิตจริง ให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
4. ใช้กระบวนการกลุ่มในการจัดกระสบการณ์การเรียนรู้ ฝึกให้คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์
จินตนาการ ที่เป็นประโยชน์และสัมพันธ์กับชีวิตในแต่ละช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง
5. จำนวนสมาชิกมีความเหมาะสมกับลักษณะของกิจกรรม
6. มีการกำหนดเวลาในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายของสถานศึกษา
7. ผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการ มีครูเป็นที่ปรึกษา ถือเป็นหน้าที่และงานประจำโดยคำนึงถึงความปลอดภัย
8. ยึดหลักการมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม
9. มีการประเมินผลการจัดกิจกรรม โดยวิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับกิจกรรมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยให้ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเมินผลการผ่านช่วงชั้นเรียน

       
แนวการจัดกิจกรรม    
  โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรีจัดให้ผู้เรียนทุกคนเข้าร่วมกิจกรรม ให้เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน
โดยคำนึงถึงแนวทางการจัดดังต่อไปนี้
  1. จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเกื้อกูลส่งเสริมการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระ เช่น การบูรณาการโครงงาน องค์ความรู้จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นต้น
2. จัดกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด ตามธรรมชาติ และความสามารถ ความต้องการ ของผู้เรียนและชุมชน และชมรมทางวิชาการต่าง ๆ เป็นต้น
3. จัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกในการทำประโยชน์ต่อสังคม เช่น ลูกเสือเนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ นักศึกษาวิชาทหาร เป็นต้น
4. จัดกิจกรรมประเภทบริการด้านต่าง ๆ ฝึกการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม
5. ประเมินผลการจัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบ โดยให้ถือว่าเป็นเกณฑ์ประเมินผลการผ่าน ช่วงชั้นเรียน
   
โครงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
  กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี ประกอบด้วย
  1. กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตน เสริมสร้างทักษะชีวิต วุฒิภาวะทางอารมณ์ การเรียนรู้ในเชิงพหุปัญญา และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีซึ่งผู้สอนทุกคนต้องทำหน้าที่แนะแนวให้คำปรึกษาด้านชีวิต การศึกษาต่อ และการพัฒนาตนเองสู่โลกอาชีพและการมีงานทำ
2. กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองอย่างครบวงจรตั้งแต่ศึกษา วิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมิน และปรับปรุงการทำงานโดยเน้นการทำงานร่วมกัน เป็นกลุ่ม ได้แก่
 

2.1 กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี
2.2 กิจกรรมชุมนุม
2.3 กิจกรรมอิสระ เช่น
2.3.1 กิจกรรมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมประเพณี ได้แก่ กิจกรรมวันสงกรานต์ วันลอยกระทง วันขึ้นปีใหม่ วันแม่แห่งชาติ วันเด็ก วันเยาวชนแห่งชาติ วันไหว้ครู ฯลฯ
2.3.2 กิจกรรมส่งเสริมความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เช่น
กิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันรัฐธรรมนูญ วันปิยมหาราช วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา ฯลฯ
2.3.3 กิจกรรมบริการชุมชน เช่น กิจกรรมพัฒนาชุมชน กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ฯลฯ
2.3.4 กิจกรรมส่งเสริมวิชาการและการศึกษา เช่น กิจกรรมวันสุนทภู่ กิจกรรมแสดงผลงานทางวิชาการ กิจกรรมแข่งขันทักษะทางวิชาการ กิจกรรมกีฬาสี กิจกรรมต่อต้านยาเสพติด การเข้าค่ายพักแรม ค่ายส่งเสริมอัจฉริยะภาพนักเรียน ค่าย English Camp ฯลฯ

   
เวลาเรียน ช่วงชั้นที่ 3 (ม. 1-ม.3) เวลาเรียน 160 ชั่วโมง/ปี โดยแบ่งดังนี้
  1. กิจกรรมแนะแนว 40 ชั่วโมง/ปี
2. กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี 40 ชั่วโมง/ปี
3. กิจกรรมชุมนุม 40 ชั่วโมง/ปี
4. กิจกรรมอิสระ* 40 ชั่วโมง/ปี
   
แนวการจัดการเรียนรู้
  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการของการจัดการศึกษาตาม มาตรา 6 ไว้ว่า
"การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข" จึงกำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาไว้ในหมวด 4 มาตรา 22 ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและ เต็มศักยภาพ ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ดังกล่าวข้างต้น หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรีจึงกำหนดให้ผู้สอนจัดการเรียนรู้ที่ให้ ความสำคัญต่อบทบาทในการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมี ส่วนร่วมวางแผน ลงมือปฏิบัติจริง รวมทั้งมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของตนเอง เพื่อ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ในการจัด การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนจึงต้องดำเนินการดังนี้
  1. จัดสาระการเรียนรู้ให้มีความสมดุล ทั้งในส่วนที่เป็นความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรมและ
ค่านิยม ครอบคลุมทั้งระดับท้องถิ่น ชุมชน ประเทศและสากล เหมาะสมกับวัย ความถนัด ความสนใจ ของผู้เรียน และตรงกับความต้องการของชุมชน
2. จัดสาระการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ ที่เป็นการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม
รอบตัวผู้เรียน สามารถนำผลจากการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
3. จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นการบูรณาการทั้งภายในและภายนอกกลุ่มสาระการเรียนรู้ในรูป
ของหน่วยการเรียนรู้ และจัดการเรียนรู้โดยการปฏิบัติโครงงาน และให้มีการเชื่อมโยงกับเครือข่าย บ้าน ชุมชน องค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และได้รับประโยชน์สูงสุด
4. จัดกระบวนการเรียนรู้ โดยยึดมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐาน การเรียนรู้กลุ่มสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เป็นเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียน จัดกระบวนการเรียนรู้ ที่หลากหลาย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ส่งเสริมให้ผู้เรียนสัมผัสและสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นเพื่อนมนุษย์ ธรรมชาติและเทคโนโลยี
5. จัดกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนแต่ละคนได้
เรียนรู้ถึงความรู้ ความสามารถ ความสนใจ และทักษะของแต่ละคน ฝึกทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม พัฒนาความสามารถทางอารมณ์และความเป็นประชาธิปไตย
รูปแบบการจัดการเรียนรู้
  กรณีที่ผู้สอนจะเลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้รูปแบบใดให้เหมาะสมและหลากหลายนั้นสิ่งที่ผู้สอนจะต้องเชื่อ คือ ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
และผู้เรียนควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และสังคม หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรีจึงได้กำหนดตัวอย่างรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ ผู้สอนอาจเลือกนำมาใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระและกลุ่มผู้เรียน ดังนี้
   
1. การสอนแบบบูรณาการ
  การสอนแบบบูรณาการ คือ การจัดประสบการณ์เรียนรู้ โดยการเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ และเป็นประสบการณ์ตรง
ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ในสาระการเรียนรู้ ต่าง ๆ ในลักษณะสหวิทยาการ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ กระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา และกระบวนการแสวงหาความรู้ ที่เชื่อมโยงทั้งหลักสูตรและวิธีการสอน ตลอดจนแนวคิดของผู้เรียนเพื่อให้เกิดความรู้แบบองค์รวม เป็นการลดการซ้ำซ้อนของเนื้อหาสาระและประหยัดเวลาในการจัดทำแผนการเรียนรู้ โดยมีวิธีการจัดได้หลายลักษณะ เช่น
  1. การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว โดยการเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ กับ
หัวข้อเรื่องที่สอดคล้องกับชีวิตจริง หรือสาระที่กำหนดขึ้นมา ทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะและกระบวนการเรียนรู้ไปแสวงหาความรู้ความจริงจากหัวข้อเรื่องที่กำหนด
2. การบูรณาการแบบคู่ขนาน โดยมีผู้สอนตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันจัดการ
เรียนการสอนโดยอาจยึดหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ แล้วบูรณาการเชื่อมโยงแบบคู่ขนาน
3. การบูรณาการแบบสหวิทยาการ โดยนำเนื้อหาจากหลายกลุ่มสาระมาเชื่อมโยงเพื่อจัดการเรียนรู้ โดยผู้สอนหลาย ๆ คนจัดการเรียนการสอนร่วมกันในเรื่องเดียวกัน เช่น เรื่องวันลอยกระทง ผู้สอนภาษาไทยสอนเรื่องการเขียนเรียงความเรื่องวันลอยกระทง ผู้สอนสังคมศึกษา ให้ผู้เรียน ค้นคว้าเรื่องประวัติวันลอยกระทง ผู้สอนงานประดิษฐ์สอนเรื่องการประดิษฐ์กระทงจากวัสดุท้องถิ่น เป็นต้น
4. การบูรณาการแบบโครงการ ผู้สอนสามารถจัดการเรียนการสอนโดย
บูรณาการเป็นโครงการ โดยผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันสร้างสรรค์โครงการขึ้น โดยใช้เวลาเรียนต่อเนื่องกัน ได้หลายชั่วโมง ด้วยการนำเอาจำนวนชั่วโมงของวิชาต่าง ๆ ที่ผู้สอนเคยแยกกันสอนนั้นมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน ในลักษณะการสอนเป็นทีม เรียนเป็นทีม เช่น การเข้าค่ายกิจกรรมต่าง ๆ
เป็นต้น
   
ขั้นตอนการสอนแบบบูรณาการ
  1. หาหัวข้อสาระการเรียนรู้
2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้
3. ขยายเนื้อเรื่อง เครือข่ายการเรียนรู้
4. กำหนดขอบเขตของการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน
5. จัดเวลาเรียนให้เหมาะสมกับสาระและกิจกรรม
6. ดำเนินการเรียนรู้ตามแผนที่กำหนด
7. ประเมินผล
   
2. การสอนแบบโครงงาน
  โครงงาน เป็นการจัดการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองจากการลงมือปฏิบัติจริง ในลักษณะของการศึกษา สำรวจ ค้นคว้า

ทดลอง ประดิษฐ์คิดต้น โดยมีครูเป็นผู้คอยกระตุ้น แนะนำและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด การเรียนรู้จากโครงงานสามารถทำได้ในการจัดการเรียนรู้ ทุกระดับชั้นและทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยสามารถบูรณาการภายในกลุ่มสาระหรือเป็นโครงงานที่เป็นการบูรณาการข้ามกลุ่มสาระก็ได้ และสามารถทำได้ในลักษณะเป็นบุคคลหรือรายกลุ่ม ทั้งนี้ตามความเหมาะสม ความสนใจ ของผู้เรียนแต่ละคน แต่ละกลุ่ม และแต่ละระดับชั้น
   
ประเภทของโครงงาน
  โครงงานสามารถจำแนกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
 

1. โครงงานที่เป็นการสำรวจ รวบรวมข้อมูล เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและ
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำข้อมูลที่ได้มาจำแนกเป็นหมวดหมู่และนำเสนอในรูปแบบ
ต่าง ๆ อย่างมีระบบ การปฏิบัติตามโครงงานประเภทนี้ผู้เรียนจะต้องไปศึกษา รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น สอบถาม สัมภาษณ์ สำรวจ โดยใช้เครื่องมือในการรวมรวมข้อมูลที่ต้องการศึกษา เช่น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การบันทึกเสียง เป็นต้น
2. โครงงานที่เป็นการค้นคว้าทดลอง เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเรื่องใด
เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ โดยการออกแบบโครงงานในรูปแบบของการทดลอง เพื่อศึกษาว่าตัวแปรหนึ่งจะมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างไรบ้าง ด้วยการควบคุมตัวแปรอื่น ๆ ซึ่งอาจมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษา การทำโครงงานประเภทนี้จะมีขั้นตอนการดำเนินงาน ประกอบด้วย การกำหนดปัญหา การตั้งวัตถุประสงค์หรือสมมุติฐาน การออกแบบทดลอง การรวบรวมข้อมูล การดำเนินการทดลอง การแปลผล และการสรุปผลการทดลอง
3. โครงงานที่เป็นการศึกษาความรู้ ทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดใหม่ โครงงานประเภท
นี้เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอความรู้ ทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดใหม่เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ยังไม่มีใครคิดมาก่อนหรือขัดแย้ง หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งความรู้ ทฤษฎี หลักการ แนวคิดที่เสนอต้องผ่านการพิสูจน์อย่างมีหลักการหรือวิธีการที่น่าเชื่อถือตามกติกาข้อตกลงที่กำหนดขึ้นมาเองหรือกติกาเดิมที่มีอยู่แล้ว การทำโครงงานประเภทนี้ผู้ทำจะต้องมีพื้นความรู้ในเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี
4. โครงงานที่เป็นการประดิษฐ์คิดค้น โครงงานประเภทต้องการให้ผู้ทำนำความรู้ ทฤษฎี
หลักการ หรือมาแนวคิดมาประยุกต์ใช้ โดยการประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ใน การเรียน การทำงาน หรือการใช้สอยอื่นๆ การประดิษฐ์คิดค้นตามโครงงานนี้ อาจเป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่หรือ เปลี่ยนแปลงดัดแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าของเดิม หรือรวมถึงการสร้างแบบจำลองต่าง ๆ ก็ได้

   
ขั้นตอนการทำโครงงาน
  1. การคิดหรือเลือกหัวเรื่อง
2. การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง
3. การเขียนเค้าโครงของโครงงาน
4. การปฏิบัติโครงงาน
5. การเขียนรายงาน
6. การแสดงผลงาน
   
การประเมินโครงงาน
  การประเมินโครงงานมีกรอบการประเมินดังนี้
  1. ประเมินอะไร
1.1 การแสดงออกถึงผลความรู้ ความคิด
1.2 กระบวนการเรียนรู้
1.3 กระบวนการทำงาน
1.4 ผลผลิต/ผลงาน
2. ประเมินเมื่อใด
2.1 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นโครงงาน
2.2 ตามสภาพจริง
2.3 เป็นธรรมชาติ
3. ประเมินจากอะไร
3.1 ผลงาน
3.2 การทดสอบ
3.3 แบบบันทึกต่าง ๆ
3.4 แฟ้มสะสมงาน
3.5 หลักฐานหรือร่องรอยอื่น ๆ
4. ประเมินโดยใคร
4.1 ตัวผู้เรียนประเมินตนเอง
4.2 เพื่อน/กลุ่ม
4.3 ครูที่ปรึกษาโครงงาน
4.4 ผู้ปกครอง
4.5 ผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ
5. ประเมินโดยวิธีใด
5.1 สังเกต
5.2 สัมภาษณ์
5.3 ตรวจรายงาน
5.4 ตรวจผลงาน
5.5 ทดสอบ
5.6 รายงาน
5.7 นิทรรศการ
   
  โครงงานเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เป็นการเรียนรู้ที่สร้างและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนที่สมบูรณ์และมีความสมดุลทั้งทางด้านจิตใจ
ร่างกาย สติปัญญา และสังคม ดังนั้นผู้เรียนควรได้เรียนรู้จากโครงงานอย่างน้อยภาคเรียนละ 1 เรื่อง
   
3. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT
  4MAT เป็นนวัตกรรมการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวคิดในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขBernice Mc Carthy ได้นำผลการสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนและ ผลการศึกษาการพัฒนาสมอง 2 ซีก มาพัฒนาเป็นแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนทุกลักษณะผสมผสานกัน กระบวนการเรียนรู้ได้แบ่งเป็น 4 ขั้นตอนและแต่ละขั้นตอนแบ่งเป็นขั้นตอนย่อย ๆ 2 ขั้นตอน จึงทำให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายและยืดหยุ่น ตอบสนองการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนที่มีรูปแบบและลักษณะการเรียนรู้แตกต่างกัน ดังนี้
   
ขั้นตอนที่ 1
  การนำเสนอประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กับผู้เรียน(Experience) ขั้นตอนนี้เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจเรื่องที่เรียน ค้นพบเหตุผลของตนเองว่าทำไมต้องเรียนเรื่องนั้น แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนย่อย คือ
  1.1 การเสริมสร้างประสบการณ์ ขั้นนี้ผู้เรียนจะได้มีปฏิสัมพันธ์หรือใช้จินตนาการในสิ่ง
ที่ตนกำลังเรียน (เน้นการพัฒนาสมองซีกขวา)
1.2 การวิเคราะห์ประสบการณ์ที่ได้รับ เป็นขั้นหาเหตุผลเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้รับ
ในขั้นที่ 1.1 ด้วยการคิดวิเคราะห์ (เน้นการพัฒนาสมองซีกซ้าย)
   
ขั้นตอนที่ 2
  การเสนอเนื้อหา สาระ ข้อมูลแก่ผู้เรียน (Presentation) ขั้นนี้เป็นการเชื่อมโยง การเรียนรู้จากขั้น 1.2 มาสู่การสร้างความคิดรวบยอดเพื่อตอบคำถามให้ได้ว่าสิ่งที่เรียนนั้นคืออะไร แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนย่อย คือ
  2.1 การบูรณาการประสบการณ์สร้างความคิดรวบยอด ขั้นนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถ
เชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์ของตนกับสิ่งที่เรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ(เน้นการพัฒนาสมองซีกขวา)
2.2 การพัฒนาเป็นความคิดรวบยอด เป็นขั้นการทำให้ผู้เรียนเข้าใจในสิ่งที่เรียนจน
สร้างเป็นความคิดรวบยอดได้ (เน้นการพัฒนาสมองซีกซ้าย)
   
ขั้นตอนที่ 3
  การฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาความคิดรวบยอด (Practice) เป็นการพัฒนาความคิด รวบยอดมาสู่การปฏิบัติจริง เป็นการหาคำตอบว่าจะทำได้อย่างไร แบ่งเป็น
2 ขั้นตอนย่อย คือ
  3.1 การปฏิบัติงานตามขั้นตอน ขั้นนี้ผู้เรียนจะได้ปฏิบัติจริงตามขั้นตอนที่กำหนดไว้
(เน้นการพัฒนาสมองซีกซ้าย)
3.2 การนำเสนอผลการปฏิบัติงาน ขั้นนี้เป็นการบูรณาการและสร้างสรรค์ของผู้เรียน
ที่จะแสดงความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรูปแบบต่าง ๆ ตามความถนัด ความสนใจของตน(เน้นการพัฒนาสมองซีกขวา)
   
ขั้นตอนที่ 4
  การนำความคิดรวบยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ (Application) เป็นกระบวนการเรียนรู้ ที่เกิดจากการลงมือทำด้วยตนเอง เพื่อชี้ให้เห็นว่า ถ้าจะนำไปใช้ในชีวิตจริงแล้วจะเป็นอย่างไร แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนย่อย คือ
  4.1 การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้มีโอกาสเลือกและลงมือทำงานของตนเองทุกขั้นตอน จนสำเร็จเป็นผลงาน (เน้นการพัฒนาสมองซีกซ้าย)
4.2 การนำเสนอผลงาน/การเผยแพร่ เป็นขั้นที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของตนในรูปแบบต่าง ๆ (เน้นการพัฒนาสมองซีกขวา)
   
คำอธิบาย
  1. ความสามารถของสมองซีกขวา คือ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การใช้สามัญ
สำนึก การคิดแบบหลากหลาย การคิดแบบองค์รวม การคิดจินตนาการ ฯลฯ
2. ความสามารถของสมองซีกซ้าย คือ การคิดวิเคราะห์ การคิดหาเหตุผล การคิดแบบปรนัย
การคิดแบบมีทิศทาง ฯลฯ
   
4. การสอนแบบ CIPPA MODEL
  การสอนด้วย CIPPA MODEL เป็นหลักการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมการเรียนการสอน มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการดังนี้
C มาจากคำว่า CONSTRUCT หมายถึง การสร้างองค์ความรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ความรู้ ได้แก่ กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อตนเอง กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา
I มาจากคำว่า INTERACTION หมายถึง การปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ได้แก่ กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล เช่น ครู เพื่อน หรือ สิ่งแวดล้อมรอบตัว กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม
P มาจากคำว่า PHYSICAL PARTICIPATION หมายถึง การมีส่วนร่วมทางร่างกาย ได้แก่ กิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายโดยมีส่วนร่วมในกิจกรรมลักษณะต่าง ๆ
P มาจากคำว่า PROCESSING LEARNING หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เป็นทักษะต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนทำเป็นขั้นตอน เกิดการเรียนรู้เนื้อหา และกระบวนการ เช่นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา การแสวงหาความรู้ เป้นต้น
A มาจากคำว่า APPLICATION หมายถึง การนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ ต่าง ๆ ได้แก่ กิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเชื่อมโยงทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ในชีวิต ประจำวัน
   
  การวัดและประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งจะต้องดำเนินการ
ควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติไว้ในหมวด 4 มาตรา 26 ว่า ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบของการศึกษา ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลาย ในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ และให้นำผลการประเมินผู้เรียนตามวรรคหนึ่งใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
ดังนั้นเพื่อให้การวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและแนวคิดหลักการประเมินผลการเรียน จึงกำหนดหลักการและแนวทางในการวัดและประเมินผลการเรียน ไว้ดังนี้
   
หลักการ
  1. สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินผลการการเรียนของผู้เรียน และเปิดโอกาสให้ ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม
2. การประเมินผลการเรียนต้องครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดในหลักสูตร
3. การประเมินผลการเรียนประกอบด้วยการประเมินเพื่อพัฒนาปรับปรุงผู้เรียน การจัดการเรียนการสอน และการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน
4. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน ต้องดำเนินการด้วยวิธีการ ที่หลากหลาย เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัด ธรรมชาติของวิชาและระดับช่วงชั้นของผู้เรียน
5. ให้มีการประเมินความสามารถของผู้เรียนในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความในแต่ละช่วงชั้น
6. ให้มีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น
7. ให้มีการประเมินคุณภาพของผู้เรียนในระดับชาติ
8. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนตรวจสอบผลการประเมินผลการเรียนได้
9. ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างรูปแบบการจัดการศึกษาและระหว่างสถานศึกษา
   
แนวทางในการวัดและประเมินผลการเรียน
  1. การประเมินผลการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้
เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม ตามหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี ภารกิจที่ต้องดำเนินการมีดังนี้
  ๑) กำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีหรือรายภาค โดยวิเคราะห์จากมาตรฐาน การเรียนรู้ช่วงชั้น
๒) กำหนดเกณฑ์สำหรับการประเมินการผ่านผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายข้อ
๓) กำหนดเกณฑ์การประเมินให้ระดับผลการเรียนสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค
๔) ประเมินผลการเรียนระหว่างเรียนซึ่งเป็นการประเมินระดับห้องเรียน
๕) ประเมินตัดสินผลการเรียนสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค
๖) ประเมินสรุปผลการเรียนสาระการเรียนรู้ผ่านช่วงชั้น
   
เกณฑ์การประเมิน
  กำหนดเกณฑ์การประเมินเป็น 5 ระดับ คือ
ระดับ 4 คะแนน 80 - 100 ดีมาก
ระดับ 3 คะแนน 70 - 79 ดี
ระดับ 2 คะแนน 60 - 69 พอใช้
ระดับ 1 คะนน 50 - 59 ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
ระดับ 0 คะแนน น้อยกว่า 50 ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
   
  2. การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
เป็นการประเมินผลการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามที่หลักสูตรสถานศึกษากำหนดภารกิจ ในการดำเนินการดังนี้
  1) กำหนดจุดประสงค์การเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของแต่ละกิจกรรม
2) กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินผลการผ่านกิจกรรม จำแนกเป็นเกณฑ์สำหรับตัดสิน จุดประสงค์ของกิจกรรมแต่ละจุดประสงค์ และเกณฑ์สำหรับตัดสินเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม
3) สรุปเวลาเข้าร่วมกิจกรรมของผู้เรียน ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
4) ประเมินผู้เรียนระหว่างร่วมกิจกรรม
5) ประเมินสรุปผลการร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนผ่านช่วงชั้น
   

เกณฑ์การประเมิน

  1. ผ่านจุดประสงค์สำคัญของกิจกรรมนั้น
2. มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาทั้งหมดที่จัดกิจกรรม
กำหนดระดับคุณภาพเป็น 2 ระดับ
ผ หมายถึง ผ่านกิจกรรม
มผ หมายถึง ไม่ผ่านกิจกรรม
   
5. การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
  เป็นการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่สถานศึกษากำหนดไว้ มีแนวในการดำเนินการดังนี้
  1. กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษา
2. กำหนดเกณฑ์การตัดสินคุณลักษณะอันพึงประสงค์แต่ละข้อ
3. กำหนดแนวทางและวิธีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตาม วิธีการที่สถานศึกษากำหนด
4. ดำเนินการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนรายปีหรือรายภาค
5. ประเมินตัดสินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผ่านช่วงชั้น
   
เกณฑ์การประเมิน
  กำหนดระดับคุณภาพเป็น 3 ระดับ
ระดับ 3 หมายถึง ดี (ผ่าน)
ระดับ 2 หมายถึง พอใช้ (ผ่าน)
ระดับ 1 หมายถึง ต้องปรับปรุง (ไม่ผ่าน)
   
4. การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ เขียนสื่อความ
  เป็นการประเมินความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความของผู้เรียนตามจุดเน้นของหลักสูตรสถานศึกษา โดยมีแนวดำเนินการดังนี้
1. กำหนดมาตรฐาน การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความของผู้เรียนสำหรับแต่
ละช่วงชั้น
2. กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินผลการประเมินมาตรฐาน การอ่าน คิดวิเคราะห์ และ
เขียนสื่อความของผู้เรียนสำหรับแต่ละช่วงชั้น
3. กำหนดแนวทางและวิธีการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ การเขียนสื่อความ
4. ประเมินความสามารถการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความตามแนวทางและวิธีการ ที่กำหนด
5. ประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความรายปีหรือรายภาค
6. ประเมินตัดสินความสามารถการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความ
ผ่านช่วงชั้น
เกณฑ์การประเมิน
กำหนดระดับคุณภาพเป็น 3 ระดับ
ระดับ 3 หมายถึง ดี (ผ่าน)
ระดับ 2 หมายถึง พอใช้ (ผ่าน)
ระดับ 1 หมายถึง ต้องปรับปรุง (ไม่ผ่าน)
   
5. การประเมินตัดสินผลการเรียนผ่านช่วงชั้น จบการศึกษาภาคบังคับ หรือจบการ
  ศึกษาขั้นพื้นฐาน
เป็นการประเมินตัดสินผลการเรียนให้ผู้เรียนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ให้เป็นผู้ผ่านช่วงชั้น ช่วงชั้นที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) จบการศึกษาภาคบังคับ ช่วงชั้นที่ 4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6) จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เกณฑ์การผ่านช่วงชั้นและการจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดเกณฑ์การผ่านการศึกษาแต่ละช่วงชั้นตามเกณฑ์ดังนี้
เกณฑ์การผ่านการศึกษาช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 (จบการศึกษาภาคบังคับ )
1. ผู้เรียนต้องเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม และได้รับการตัดสินผลการเรียนให้ได้
ตามเกณฑ์ตามที่สถานศึกษากำหนด
2. ผู้เรียนต้องผ่านการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ เขียน ให้ได้ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
3. ผู้เรียนต้องผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
4. ผู้เรียนต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
   
6. การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ
  สถานศึกษาจัดให้ผู้เรียนที่ศึกษาอยู่ในปีสุดท้ายของแต่ละช่วงชั้น คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ ด้วยวิธีการ เครื่องมือประเมิน มาตรฐานระดับชาติในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
   
7. การเทียบโอนผลการเรียน
  เป็นการประเมินผลการเรียน ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของผู้เรียนที่ศึกษาจากสถานศึกษาอื่นหรือรูปแบบการศึกษาอื่น ให้เป็นส่วนหนึ่งของผลการเรียนตามหลักสูตรของสถานศึกษา
   
8. เอกสารหลักฐานการศึกษา
  เอกสารหลักฐานที่สถานศึกษาจัดทำเพื่อแสดงข้อมูลและวุฒิทางการศึกษาของผู้เรียน มีดังนี้
1. ระเบียนแสดงผลการเรียน
2. หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา
3. แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา
4. แบบแสดงผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน
5. แบบบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน
6. แบบรายงานการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคล
7. ใบรับรองผลการศึกษา
   
หมายเหตุ
  1. เอกสารลำดับที่ 1-3 กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดและจัดทำรูปแบบ
2. เอกสารลำดับที่ 4-7 สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดและจัดทำรูปแบบเอง
   
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี เป็นหลักสูตรที่จัดทำขึ้นตามแนวการจัดทำ หลักสูตรสถานศึกษา ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่การวางแผนจัดทำหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ ตลอดจนการบริหารจัดการหลักสูตร ดังนั้นเพื่อให้การใช้หลักสูตรสถานศึกษาเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด สถานศึกษาต้องจัดให้มีการดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้
   
1. การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
  โรงเรียนจัดให้ผู้สอนจัดการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญต่อบทบาทของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีส่วนร่วมในการวางแผนี้
ลงมือปฏิบัติจริง รวมทั้งมีส่วนร่วมในวัดและประเมินผลของตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสร้างองค์ความด้วยตนเอง ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โรงเรียนจัดให้มีการดำเนินการดังน
  1.1 จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
1.2 ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
1.3 จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ ฝึกปฏิบัติให้ทำได้จริง คิดเป็นทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
1.4 จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้ง ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
1.5 ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่ง วิทยาการประเภทต่าง ๆ
1.6 จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียน
   
2. การระดมทรัพยากรและการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้
  การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาเป็นการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อันได้แก่ ผู้ปกครอง ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
องค์กรของรัฐ องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ องค์กรทางศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นเข้ามีมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สินและทรัพยากรอื่นให้แก่โรงเรียน ร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา รวมทั้งการเป็น เครือข่ายการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้สอนและของโรงเรียน
การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร สาระและความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน และโรงเรียนสามารถนำเอาเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ได้อย่างเต็มที่ ได้แก่
บ้าน เป็นเครือข่ายการเรียนรู้แห่งแรกและมีความใกล้ชิดกับผู้เรียนมากที่สุด โรงเรียนต้องจัดให้มีการถ่ายโอนความรู้และประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับมาจากบ้านมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ตามหลักสูตร รวมทั้งให้บ้านเข้ามามีส่วนในการวางแผน ส่งเสริม กำกับ ติดตาม และตรวจสอบการจัดการศึกษาของ โรงเรียนด้วย
ชุมชน ในที่นี้หมายถึง ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัด มัสยิด องค์กร หน่วยงาน สถาบัน สถานประกอบการและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน จัดเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตจริง ด้านต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง โรงเรียนต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ของชุมชนและจากชุมชนด้วยรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งการถ่ายโอนความรู้และประสบการณ์การเรียนรู้จากชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนตามหลักสูตร
เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นเครือข่ายไร้พรมแดนด้วยการเก็บข้อมูล สาระความรู้ต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระบบในคอมพิวเตอร์ที่เป็นแม่ข่ายเพื่อให้ผู้เรียนและผู้สอนได้สืบค้น ค้นหาข้อมูล ความรู้ที่ต้องการมาประกอบการเรียนรู้ในห้องเรียน โรงเรียนต้องจัดตั้งเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ผู้เรียนและผู้สอนได้ใช้บริการอย่างเพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งควรจัดทำเวบเพจเพื่อเผยแพร่ผลงานของโรงเรียนเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่าง ๆ ด้วย
   
3. การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
  การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรขั้นพื้นฐาน เป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเอง
พัฒนาตนเองตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ โรงเรียนต้องจัดปัจจัยที่ เอื้อและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ผู้เรียนสามารถใช้วิธีการเรียนรู้และเรียนรู้จากสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น
สื่อธรรมชาติ หมายถึง แหล่งความรู้ที่เป็นธรรมชาติแวดล้อม ได้แก่ แม่น้ำ ภูเขา น้ำตก ทะเล ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ สิ่งก่อสร้างหรือสิ่งประดิษฐ์ เช่น วัด โบราณสถาน โบราณวัตถุ ฯลฯ
สื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึง สื่อที่จัดทำหรือผลิตขึ้นเพื่อใช้สำหรับการศึกษาค้นคว้า เช่น หนังสือเรียน หนังสืออ้างอิง หนังสือเสริมประสบการณ์ วารสาร หนังสือพิมพ์ แผนภูมิ แผนภาพ แผนที่ จุลสาร แผ่นพับ ฯลฯ
สื่อเทคโนโลยี หมายถึง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อโสตทัศนูปกรณ์ และสื่อโทรคมนาคม ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต มัลติมีเดีย ฯลฯ
สื่อบุคลากร หมายถึง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ชาวบ้าน วิทยากรท้องถิ่น ผู้มีความรู้ประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ในชุมชน
นวัตกรรมและเทคโนโลยี หมายถึง แนวคิดใหม่ วิธีการใหม่ ความรู้ใหม่ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่ได้ผ่านกระบวนการทดลอง การวิจัย การพัฒนาอย่างมีระบบขั้นตอน จนเป็นที่ยอมรับ เพื่อนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน อาจเป็นทั้งภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาสากล
โรงเรียนสำรวจ รวบรวม และจัดหาสื่อการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ และส่งเสริม สนับสนับให้ผู้สอนจัดทำและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและหลากหลาย
   
4. การสร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
  โรงเรียนจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกชั้นเรียน เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและศักยภาพ
ได้เรียนรู้อย่างหลากหลายจากปัญหาและประสบการณ์จริง รวมทั้งได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานและมีความสุข ได้แก่
 
4.1 การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ภายในห้องเรียน
1) ขนาดห้องเรียน จำนวนผู้เรียนต่อห้อง โต๊ะ เก้าอี้อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เหมาะต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
2) สื่อ อุปกรณ์การเรียนรู้ มุมเสริมความรู้ มุมกิจกรรม เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้ มีความสุขและสนุกสนานในการเรียน
3) ป้ายนิเทศ เพื่อส่งเสริมความรู้และเผยแพร่ผลงานที่น่าภาคภูมิใจของผู้เรียน
4)ความเป็นกัลยาณมิตรของผู้สอน สร้างความอบอุ่นและความรักให้เกิดกับผู้เรียน
4.2 การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้นอกห้องเรียน
1) จัดให้มีศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ เป็นสถานที่แสดงข้อมูลข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ และโลก ในทุก ๆ ด้านอย่างสมบูรณ์ ถูกต้อง ทันสมัยและเป็นปัจจุบัน ตลอดเวลา เพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลต่าง ๆ สำหรับผู้เรียน ผู้สอนและผู้สนใจ
2) จัดให้มีห้องสมุด ห้องวิชาการ ศูนย์การเรียน ศูนย์วิชาการ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ห้องปฏิบัติการ ห้องพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ รวมทั้งสื่ออุปกรณ์ เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างเพียงพอและทันสมัย เพื่อให้ ผู้เรียนและผู้สอนใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
3) จัดให้มีห้องแสดงผลงาน ห้องนิทรรศการ เพื่อใช้เป็นที่แสดงผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติของผู้เรียน อาจเป็นชิ้นงาน กระบวนการ วิธีการ ขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งนวัตกรรมการเรียนการสอนต่าง ๆเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จทั้งผู้เรียนและผู้สอน และเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าดูงานสำหรับผู้สนใจอื่น ๆได้อีกด้วย
4.3 การจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน ได้แก่ การจัดสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม ปราศจากมลภาวะ รวมทั้งการจัดสภาพบรรยากาศทางสังคม ของผู้ร่วมสถาบัน ความสัมพันธ์ที่ดีของบุคคล บรรยากาศความเป็นมิตร เป็นประชาธิปไตย เป็นต้น
   
5. การจัดบริการแนะแนว
  กระบวนการแนะแนวเป็นกระบวนการที่ช่วยทำให้ผู้เรียนได้รู้จักและเข้าใจตนเอง รู้จักสภาพ แวดล้อม สามารถเรียนและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายของการจัดบริการแนะแนว คือการให้ผู้เรียนสามารถรับผิดชอบ ตัดสินใจได้อย่างฉลาด เหมาะสมกับตนเองและสามารถปรับตัวได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ดังนั้นการจัดบริการแนะแนวจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดการศึกษาตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนจัดให้ผู้สอน/อาจารย์ที่ปรึกษาทุกคนทำหน้าที่ครูแนะแนวเบื้องต้นแก่ผู้เรียน เพราะเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดและใช้เวลาร่วมกับผู้เรียนมากที่สุด และโรงเรียนจัดให้มีเวลาสำหรับการจัดบริการแนะแนวแก่ผู้เรียนตลอดเวลาที่ผู้เรียนอยู่ในโรงเรียน
นอกจากนี้โรงเรียนจัดครูแนะแนว เพื่อทำหน้าที่บริการให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้เรียนที่มีความ จำเป็นต้องได้รับการแนะนำปรึกษาเป็นกรณีพิเศษ จัดระบบบริการแนะแนวของโรงเรียนโดยการจัดให้มีระบบข้อมูลที่จำเป็นในการจัดบริการแนะแนวและข้อมูลของผู้เรียนเพื่อการส่งต่อในระดับต่าง ๆ นอกจากนี้ครูแนะแนวร่วมกับครูผู้สอนทุกคนในการวางแผนการจัดบริการแนะแนวของสถานศึกษา รวมทั้งให้ คำแนะนำช่วยเหลือครูผู้สอนเกี่ยวกับการให้บริการแนะแนวแก่ผู้เรียน
   
6. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
  โรงเรียนจัดให้มีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ทั้งทางด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการและคุณธรรม
จริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์ โดยให้ผู้เรียนและผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้เรียนผู้ปกครอง ผู้สอน ในวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของทุกชั้นและทุกระดับ รวมทั้งจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและปัจจัยต่าง ๆ สำหรับการวัดและประเมินผล โดยโรงเรียนดำเนินการดังนี้
  6.1 จัดให้มีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ทั้งก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียนโดย
วิธีการที่หลากหลายตามสภาพจริง
6.2 จัดให้มีการวัดและประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง และเพื่อตัดสินผลการเรียน
โดยยึดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายของการประเมิน
6.3 จัดให้มีการวัดและประเมินผลทั้งทางด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมอันพึงประสงค์อย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้เรียน ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
6.4 จัดให้มีการบันทึกผลการประเมินเป็นระยะ ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงพัฒนาผู้เรียนและกระบวนการจัดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
6.5 จัดให้มีการรายงานผลการเรียนรู้และผลการพัฒนาด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ควบคู่กันไปทุกภาคเรียน/ปีการศึกษา/ช่วงชั้น
6.6 จัดการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่โรงเรียนกำหนด
   
7. การวิจัยในชั้นเรียน
  โรงเรียนพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพโดยการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถทำการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน
ในแต่ละระดับการศึกษา
 

7.1 ความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียน
- เป็นการพัฒนาหลักสูตรและการปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
ด้วยการวิจัย
- เป็นการพัฒนาวิชาชีพครู
- เป็นการแสดงความก้าวหน้าทางวิชาชีพครูด้วยการเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ
- เป็นการส่งเสริมสนับสนุนความก้าวหน้าของการวิจัยทางการศึกษา
7.2 เป้าหมายของการวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยในชั้นเรียนมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้เกิดผลดีที่
สุดด้วยตัวครูเอง
7.3 ลักษณะของการวิจัยในชั้นเรียน
จุดเน้นของการวิจัยในชั้นเรียน คือ การแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนเป็นการศึกษาและวิจัยควบคู่กับการเรียนการสอนเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองและเพื่อเผยแพร่ผลการวิจัยให้เกิดประโยชนต่อผู้อื่นต่อไป
7.4 ขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
ขั้นที่ 1 สำรวจและวิเคราะห์ปัญหา
ขั้นที่ 2 กำหนดวิธีการแก้ปัญหา
ขั้นที่ 3 พัฒนาวิธีการหรือนวัตกรรม
ขั้นที่ 4 นำวิธีการหรือนวัตกรรมไปใช้
ขั้นที่ 5 สรุปผล

7.5 ประโยชน์ของการวิจัยในชั้นเรียน
- เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนา ปรับปรุงการเรียนการสอนในห้องเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
- ทำให้ผู้สอนมีพื้นฐานการวิจัย สามารถรับรู้ และร่วมมือกันส่งเสริมการทำวิจัยเพื่อ
พัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน และการเรียนรู้
- ผู้เรียนจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่ครูพัฒนาการเรียนการสอนของตนเพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อประสิทธิผลของผู้เรียน รู้วิธีใช้กระบวนการวิจัยและการแสวงหาความรู้

   
8. การประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา
  โรงเรียนจัดให้มีการประเมินผลหลักสูตรสถานศึกษาของตนเองเป็นระยะ ๆ เพื่อหาข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดจากปัจจัยต่าง ๆ
และจะได้นำมาพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรต่อไป

แนวทางในการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา
  8.1 การประเมินก่อนนำหลักสูตรไปใช้
ก่อนนำหลักสูตรไปใช้จริง โรงเรียนจะดำเนินการประเมิน ตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรและ องค์ประกอบของหลักสูตรเสียก่อน การประเมินผลหลักสูตรในขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความคิดเห็นจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านเนื้อหาสาระ ด้านวิชาชีพครู ด้านการวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมสอดคล้องและความเป็นไปได้ของหลักสูตร
8.2 การประเมินระหว่างการใช้หลักสูตร
ระหว่างที่มีการใช้หลักสูตร มีการประเมินเพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถนำไปใช้ได้ดีเพียงใด มีการปรับปรุงแก้ไขเรื่องใดบ้าง สิ่งที่ประเมินในขั้นตอนนี้คือ การบริหารจัดการหลักสูตร การนิเทศ หลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตร การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ เป็นต้น
8.3 การประเมินผลหลังการใช้หลักสูตร
หลังจากมีการใช้หลักสูตรครบตามกระบวนการของหลักสูตร มีการประเมินผลหลังการใช้หลักสูตรทั้งระบบ ได้แก่ เอกสารหลักสูตร ผู้ใช้หลักสูตร การบริหารหลักสูตร การนิเทศ กำกับ ติดตาม การจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อสรุปว่าหลักสูตรสถานศึกษที่จัดทำขึ้นมีความเหมาะสมที่จะใช้ต่อไปหรือควรปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไร
   
ระเบียบโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี
 

ว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรีพุธศักราช 2546

โดยที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ตาม คำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ วก 1166/2544 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 หลักสูตรดังกล่าว ได้กำหนดให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาของตนเองขึ้น ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพชุมชน สังคม เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น
การประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีกรอบการประเมินตามหลักสูตรแกนกลาง ซึ่งทั้งนี้โรงเรียนเป็นผู้กำหนดระเบียบให้มีความเหมาะสมกับโรงเรียนต่อไป

   
โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรีจึงได้วางระเบียบการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรีไว้ ดังนี้
 

ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี ว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี พุทธศักราช 2546"
ข้อ 2 ระเบียบให้ใช้บังคับควบคู่ไปกับการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนพรหมพินิต ชัยบุรี พุทธศักราช 2546
ข้อ 3 ให้ผู้บริหารสถานศึกษารักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้
หมวด 1
หลักการในการประเมิน
ข้อ 4 การประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรีให้ดำเนินการตามหลักการ ดังนี้
4.1 สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบประเมินผลการเรียนของผู้เรียน โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม
4.2 การวัดผลประเมินผลต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดในมาตรฐานหลักสูตร
4.3 การประเมินผลการเรียนต้องประกอบด้วย การประเมินเพื่อปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนและประเมินเพื่อการตัดสินผลการเรียน
4.4 การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน ต้องดำเนินการ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัด ธรรมชาติวิชาและระดับช่วงชั้นของผู้เรียน
4.5 ให้มีการประเมินความสามารถของผู้เรียนในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ
ในแต่ละช่วงชั้น
4.6 ให้มีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น
4.7 ให้มีการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติ ในแต่ละช่วงชั้น
4.8 เปิดโอกาสให้ผู้เรียนตรวจสอบผลการประเมินผลการเรียนได้
4.9 ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างสถานศึกษาและรูปแบบการศึกษาต่าง ๆ
หมวด 2
การดำเนินการวัดผลการเรียน
ข้อ 5 การวัดผลประเมินผลการเรียนของโรงเรียนให้มีการดำเนินการประเมินผลดังต่อไปนี้
5.1 การประเมินผลการเรียนตามกลุ่มสาระ
5.2 การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
5.3 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
5.4 การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ
5.5 การประเมินตัดสินผลการเรียนผ่านช่วงชั้น
5.6 การประเมินคุณภาพระดับชาติ
ข้อ 6 การดำเนินการ การประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม กำหนดให้ผู้สอนแต่ละรายวิชาเป็นผู้ประเมิน โดยดำเนินการดังนี้
6.1 การประเมินผลก่อนเรียน เป็นการประเมินผลเพื่อประโยชน์ในการนำสารสนเทศที่ได้มาจัดกระบวนการเรียนรู้ มีแนวดำเนินการดังนี้
6.1.1 การประเมินความพร้อมและพื้นฐานของผู้เรียน ดำเนินการโดยการวิเคราะห์และประเมินความรู้ ทักษะพื้นฐานของผู้เรียน แล้วนำผลการประเมินไปปรับปรุงผู้เรียนให้มีความรู้พื้นฐานเพียงพอก่อนดำเนินการสอน
6.1.2 การประเมินความรอบรู้ในเรื่องที่จะเรียนก่อนการเรียน เป็นการประเมินความรู้ในเรื่องที่จะสอน เพื่อตรวจสอบความรู้ ทักษะเดิมของผู้เรียนว่ามีมากน้อยเพียงใด
6.2 การประเมินผลระหว่างเรียน เป็นการประเมินผลระหว่างเรียน เป็นการประเมินเพื่อ มุ่งตรวจสอบพัฒนาการของผู้เรียน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขข้อบกพร่องในการเรียน มีแนวปฏิบัติดังนี้
6.2.1 วางแผนการเรียนรู้และการประเมินผลระหว่างเรียนให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ทั้งนี้ควรระบุภาระงานให้ชัดเจน
6.2.2 เลือกวิธีการประเมินให้สอดคล้องกับภาระงานหรือกิจกรรมหลักที่กำหนด ให้ผู้เรียนปฏิบัติ แนวการประเมินอาจใช้สื่อสารส่วนบุคคลหรือประเมินจากการปฏิบัติของผู้เรียนหรือประเมินตามสภาพจริงหรือประเมินจากแฟ้มสะสมงาน
6.2.3 ผู้สอนจะต้องกำหนดเป็นแผนการวัดผลการเรียนรู้โดยกำหนดเป็นส่วนของคะแนน จากการวัดผลประเมินผลระหว่างเรียนและปลายปีหรือปลายภาค ทั้งนี้ให้สัดส่วนของคะแนนการ
วัดผลประเมินผลระหว่างปีหรือระหว่างภาค สูงกว่าปลายปีหรือปลายภาคตามแต่กรณี ให้กำหนดวิธีการ วัดผลประเมินผล ลักษณะของเครื่องมือวัด โดยความเห็นชอบของอนุกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้น ๆ แล้วนำเสนอให้ผู้บริหารสถานศึกษาอนุมัติก่อนใช้ดำเนินการ
6.2.4 ผู้สอนต้องทำเอกสารบันทึกข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการประเมินผลระหว่างเรียนอย่างเป็นระบบชัดเจน เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการปรับปรุง แก้ไข ส่งเสริมผู้เรียน ใช้เป็น หลักฐานสำหรับการสื่อสารกับผู้เรียน ผู้เกี่ยวข้องและใช้เป็นหลักฐานสำรวจตรวจสอบการปฏิบัติงานของ ผู้สอน ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความยุติธรรมในการประเมิน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบที่สถานศึกษากำหนด
6.3 การประเมินเพื่อสรุปผลการเรียน ประเมินเพื่อมุ่งตรวจสอบความสำเร็จของผู้เรียน เมื่อผ่านการเรียนในช่วงเวลาหนึ่ง
6.3.1 ระยะเวลาในการสรุปผลการเรียนในแต่ละรายวิชา ของช่วงชั้นที่ 3 ให้ดำเนินการเป็นรายปี สำหรับช่วงชั้นที่ 4 ให้ดำเนินการเป็นรายภาค
6.3.2 การประเมินผลจะต้องครอบคลุม ผลการเรียนที่คาดหวังทุกด้าน กล่าวคือ ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัยและจิตพิสัย โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ
6.3.4 ให้มีการวัดผลแต่ละช่วงชั้น ดังนี้
6.3.4.1 ช่วงชั้นที่ 3 ให้มีการวัดผลกลางปีและปลายปีรวม 2 ครั้ง
6.3.4.2 ช่วงชั้นที่ 4 ให้มีการวัดผลกลางภาคและปลายภาครวม 2 ครั้ง
6.3.5 วัดผลปลายภาคเรียนหรือปลายปี เพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ โดยวัดให้ครอบคลุมผลการเรียนรู้ที่คาดหวังทุกด้าน
ข้อ 7 การประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
7.1 อาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรมเป็นผู้ประเมินผลการเข้าร่วมกิจกรรม
7.2 ดำเนินการประเมินเป็นรายปี สำหรับช่วงชั้นที่ 3 และประเมินเป็นรายภาค สำหรับช่วงชั้นที่ 4
7.3 การประเมินผลให้พิจารณาจากเวลาเข้าร่วมกิจกรรมซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาทั้งหมดของเวลาการจัดกิจกรรรม นั้นและมีผลการปฏิบัติกิจกรรมผ่านเกณฑ์ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมและอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ผู้รับผิดชอบร่วมกันกำหนดขึ้น
7.4 การตัดสินผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนกำหนดให้"ผ่าน"(ผ) กับ "ไม่ผ่าน"(มผ) 7.5 การประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การตัดสินผล "ผ่าน" (ผ)

7.5.1 ช่วงชั้นที่ 3 ผู้เรียนต้องผ่านกิจกรรมเกื้อกูลสาระการเรียนรู้ 8 สาระ กิจกรรมปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกในการทำประโยชน์ต่อสังคม(ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด หรือผู้บำเพ็ญประโยชน์)
กิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด ความสามารถ (ชุมนุม) และกิจกรรมบริการด้านต่าง ๆ ฝึกการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
7.5.2 ช่วงชั้นที่ 4 ผู้เรียนต้องผ่านกิจกรรมเกื้อกูลสาระการเรียนรู้ 8 สาระ กิจกรรม
ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกในการทำประโยชน์ต่อสังคม(กิจกรรมศาสนา) กิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด ความสามารถ (ชุมนุม) และกิจกรรมบริการด้านต่าง ๆ ฝึกการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
7.6 การประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การตัดสินผล "ไม่ผ่าน" (มผ) ผู้เรียนมีเวลา เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนน้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาในการจัดกิจกรรมนั้น และหรือมีผลการปฏิบัติ กิจกรรมไม่ผ่านเกณฑ์ที่ผู้ร่วมกิจกรรมและอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ผู้รับผิดชอบร่วมกันกำหนดขึ้น
7.7 การประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้นเรียน จะไม่รวมถึงการประเมิน กิจกรรมแนะแนวของผู้เรียนซึ่งเป็นกิจกรรมที่สถานศึกษาจะต้องจัดบริการให้กับผู้เรียนทุกคน
ข้อ 8 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
8.1 ให้มีคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบของสถานศึกษา มีหน้าที่กำหนด วิธีการประเมิน เกณฑ์การประเมิน รวมวิธีการปรับปรุง แก้ไข ซ่อมเสริมกรณีผู้เรียนไม่ผ่านการประเมิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์
8.2 ผู้ประเมินได้แก่ผู้สอนรายวิชา อาจารย์ที่ปรึกษาในการจัดกิจกรรมนักเรียนทำหน้าที่ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเป็นรายบุคคลตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในผลการเรียนรู้ ที่คาดหวังแต่ละรายวิชาและคุณลักษณะสำคัญที่คณะกรรมการประเมินที่สถานศึกษามอบหมายแล้ว รายงานผลการประเมินต่อคณะกรรมการปริหารหลักสูตรและวิชาการเพื่อรายงานแก่ผู้เกี่ยวข้องทราบ
8.3 การสรุปการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ให้เป็น หน้าที่ของคณะกรรมการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่โรงเรียนแต่งตั้งขึ้นดำเนินการ ทั้งนี้ให้ใช้ข้อมูลสารสนเทศที่ได้จากการรายงานผลการประเมินของผู้สอนหรืออาจารย์ผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมนักเรียนมาสรุปตามแนวทางที่กำหนดไว้
8.4 ผู้เรียนที่ผ่านการประเมินให้บันทึกผลดีเยี่ยม หรือ ดี สำหรับผู้ไม่ผ่านให้บันทึกคำว่า "ควรปรับปรุง"
8.5 ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินสถานศึกษาต้องจัดกิจกรรมซ่อมเสริมให้

ข้อ 9 การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ
9.1 ให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการสถานศึกษากำหนดแนวทางการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ พร้อมทั้งกำหนดเกณฑ์การประเมิน แนวทางปรับปรุงแก้ไขผู้เรียนที่มีผล การประเมินควรปรับปรุง
9.2 ให้คณะกรรมการดำเนินการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ มีหน้าที่ในการกำหนดแนวทางในการพัฒนาและประเมินความสามารถ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความของผู้เรียน ตามเกณฑ์การประเมินที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการกำหนดไว้ เช่น
- แนวทางการพัฒนา
- แนวทางการประเมิน
- การจัดสร้างเครื่องมือ
- วิธีการตัดสินผลการประเมินรายปี/รายภาค/และช่วงชั้นเรียน
9.3 ให้อาจารย์ผู้สอนทำหน้าที่ประเมินผลเป็นรายบุคคลในช่วงของการสอนรายวิชาและ
ส่งผลการประเมินพร้อมการประเมินผลการเรียน เสนอต่อคณะกรรมการประเมิน
9.4 การตัดสินผลการประเมินผู้เรียนเป็นรายบุคคลให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการ
ประเมินที่สถานศึกษาแต่งตั้ง ทั้งนี้จะต้องตัดสินการประเมินเป็นรายภาค รายปีและเมื่อจบช่วงชั้น
ข้อ 10 การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ
เป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนด้วยแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนที่เป็นมาตรฐานระดับชาติ ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานที่จัดการศึกษาระดับชาติ สถานศึกษาต้องจัดผู้เรียนให้เข้ารับการประเมินด้วยความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการประเมินระดับชาติ ให้ความร่วมมือในการประเมินอย่างเต็มความสามารถ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขการประเมิน อย่างเคร่งครัด
หมวด 3
การตัดสินผลการเรียน
ข้อ 11 การตัดสินผลการเรียน ให้นำคะแนนที่ได้จากการวัดระหว่างเรียน คะแนนที่ได้จากการวัดผลกลางภาคเรียนและกลางปีการศึกษา คะแนนที่ได้จากการวัดผลปลายภาคเรียนหรือปลายปีการศึกษารวมกันตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ในแผนการประเมินผลการเรียน นำไปตัดสินเป็นระดับผลการเรียน ดังนี้
ระดับผลการเรียน "4" หมายถึง ผลการเรียนดีมาก
ระดับผลการเรียน "3" หมายถึง ผลการเรียนดี
ระดับผลการเรียน "2" หมายถึง ผลการเรียนปานกลาง
ระดับผลการเรียน "1" หมายถึง ผลการเรียนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด
ระดับผลการเรียน "0" หมายถึง ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด

ข้อ 12 ให้ใช้อักษรแสดงผลการเรียนที่มีเงื่อนไขในแต่ละรายวิชา ดังนี้
มส หมายถึง ไม่มีสิทธิ์เข้ารับการประเมินผลปลายภาคเรียนหรือปลายปี
ร หมายถึง รอการตัดสินหรือยังตัดสินผลไม่ได้
ผ หมายถึง ผ่านเกณฑ์การประเมินผล
มผ หมายถึง ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผล
ข้อ 13 การตัดสินผลการเรียนให้ถือปฏิบัติดังนี้
13.1 พิจารณาตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชา
13.2 พิจารณาตัดสินว่าผู้เรียนที่ได้ระดับผลการเรียน 1-4 เท่านั้นที่มีผลการเรียนผ่าน
13.3 วัดผลปลายภาคเรียนเฉพาะผู้ที่มีเวลาเรียนตลอดภาคเรียนหรือตลอดปีการศึกษาตามแต่กรณ๊ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานั้น ๆ การวัดผลในช่วงชั้นที่ 3 ให้วัดผลเป็นรายปี ส่วนการวัดผลในช่วงชั้นที่ 4 ให้วัดผลเป็นรายภาค การอนุญาตให้ผู้เรียนได้เข้ารับการวัดผลประเมินผลปลายภาคหรือปลายปี สำหรับผู้เรียนที่มีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 ของเวลาเรียนในรายวิชานั้น ให้อยู่ในดุลยพินิจของอนุกรรมการกลุ่มสาระ แล้วรายงานให้ผู้บริหารสถานศึกษาทราบ
13.4 ผู้เรียนที่มีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 ของเวลาเรียนในรายวิชานั้นและไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ารับการวัดผลปลายภาคเรียนหรือปลายปีให้ได้ผลการเรียน "มส"
13.5 ผู้เรียนที่กระทำการทุจริตในการสอบหรือทุจริตในงานที่ได้รับมอบหมายถ้าทำในครั้งใดก็ตาม ให้ผลการวัดในครั้งนั้นมีคะแนนเป็น "0"
13.6 ผู้เรียนที่ไม่วัดผลปลายภาคเรียน หรือปลายปีกาศึกษา ให้ได้ผลการเรียน "ร"
13.7 ผู้เรียนที่ไม่ส่งงานชิ้นสำคัญที่ได้จากการกำหนดร่วมกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอนในช่วงเริ่มต้นการเรียนรู้แต่ละรายวิชา ทั้งนี้ผู้สอนจะต้องกำหนดไว้ในแผนการประเมินผลที่ผ่านความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการกลุ่มสาระ ให้ได้ผลการเรียน "ร" แล้วรายงานให้ผู้บริหารสถานศึกษาทราบ
13.8 ผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรที่โรงเรียนกำหนด โดยผ่านเกณฑ์การประเมินให้ได้ผลการเรียน "ผ" ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินให้ได้ "มผ"
ข้อ 14 การเปลี่ยนระดับผลการเรียน
14.1 การเปลี่ยนระดับผลการเรียนจาก "0" ให้ผู้สอนซ่วมเสริมในผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ที่ผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและดำเนินการวัดผลประเมินผลใหม่ ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานโดยให้ได้ผลการเรียนไม่เกิน "1" การดำเนินการแก้ไขได้ 2 ครั้ง ช่วงชั้นที่ 3 ในปีการถัดไป ช่วงชั้นที่ 4 ในภาคเรียนถัดไป
14.2 กรณีดำเนินการเรียนซ่อมเสริมและแก้ไขผลการประเมินดังกล่าวแล้ว 2 ครั้งไม่ผ่าน ให้ผู้สอนเสนอรายงานการดำเนินการต่อคณะอนุกรรมการกลุ่มสาระเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาแก้ไขของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการเพื่อ ดำเนินการต่อไป

14.3 การเปลี่ยนผลการเรียน "ร"
14.3.1 เมื่อผู้เรียนได้เข้ารับการวัดผลประเมินผลแล้ว ให้ได้ระดับผลการเรียน "0" กรณีไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ หรือได้รับผลการเรียนไม่เกิน 1 กรณีสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ
14.3.2 ในกรณีที่ผู้เรียนได้รับผลการเรียน "ร" เพราะเหตุสุดวิสัย เมื่อผู้เรียนได้เข้ารับการวัดผลประเมินผลแล้ว ให้ได้ระดับการเรียน "0" กรณีไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ หรือได้รับผลการเรียน 1-4 กรณีสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ
เหตุสุดวิสัย ได้แก่กรณ๊ที่เกิดขึ้นโดยผู้เรียนไม่ได้คาดคิดหรือคาดการณ์ล่วงหน้ามาก่อน เช่น ประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วย มีเหตุจำเป็นที่ต้องเดินทางไกล ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการประเมินครั้งสำคัญหรือประเมินผลงานชิ้นงานสำคัญ การเปลี่ยนระดับผลการเรียน "ร" ให้ดำเนินการแก้ไขภายในภาคเรียนถัดไปหรือปีการศึกษาถัดไป
14.4 การเปลี่ยนผลการเรียน "มส" แยกเป็น 2 กรณี ดังนี้
14.4.1 กรณีได้ผลการเรียน "มส" เพราะเวลาไม่ถึงร้อยละ 80 แต่มีเวลาไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานั้น ให้ผู้สอนจัดสอนซ่อมเสริม เพิ่มเติมให้ผู้เรียนมีเวลาครบตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือมอบหมายงานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับเวลาและผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ขาดหายไป แล้วดำเนินการวัดผลประเมินผล ผลการประเมินให้ได้ระดับผลการเรียน "0" กรณี ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ ได้ผลการเรียน "1" กรณีสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ
14.4.2 กรณีผลการเรียน "มส" เพราะเวลาเรียนน้อยกว่าร้อยละ 60 ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานั้นให้นักเรียนเรียนซ้ำ
ในกรณีที่นักเรียนไม่ขอแก้ไขผลการเรียน "ร" หรือ "มส" และต้องการเรียนวิชาใหม่ทดแทนในกลุ่มสาระเพิ่มเติม ให้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการของสถานศึกษาโดยการอนุมัติของผู้บริหารสถานศึกษา การบันทึกผลในระเบียนแสดงผลการเรียนให้บันทึกผลการเรียนหมายเหตุไว้ในระเบียนผลการเรียนว่าเรียนวิชาใดทดแทน
14.5 การเปลี่ยนผลการประเมิน "มผ" ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมในส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในครั้งแรก นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ให้ระดับผลการเรียน "ผ"
14.6 เปลี่ยนผลการประเมินผลคุณลักษณะผู้เรียน ที่มีผลการประเมิน "ควรปรับปรุง" ให้ครูผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษาจัดกิจกรรมความดีในคุณลักษณะที่ต้องปรับปรุงให้ผู้เรียนปฏิบัติเพิ่มเติม พิจารณาเปลี่ยนแปลงผลการประเมินจาก "ควรปรับปรุง เป็น ดี เมื่อผ่านเกณฑ์
14.7 การเปลี่ยนแปลงผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความที่ไม่ผ่านเกณฑ์ให้ผู้สอนรายวิชา กำหนดมอบหมายให้ผู้เรียนไปศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตนเองหรือให้ทำโครงงานหรือเลือกชิ้นงานที่สะท้อนถึงการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความให้ผ่านเกณฑ์ แล้วส่งข้อมูลให้คณะกรรมการดำเนินการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความ เป็นผู้ประเมินและตัดสิน

ข้อ 15 เกณฑ์การผ่านช่วงชั้นและจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
15.1 ช่วงชั้นที่ 3 มัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เป็นช่วงสุดท้ายของปีการศึกษาภาคบังคับซึ่งจะต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 1000 ชั่วโมงต่อปี และผู้เรียนต้อนเรียนรู้ตามกลุ่มสาระครบทั้ง 8 กลุ่มละได้รับ การตัดสินการเรียนตามเกณฑ์ต่อไปนี้
15.1.1 ในการประเมินตัดสินผลการเรียนรายวิชากลุ่มสาระพื้นฐานทั้ง 8 กลุ่ม และได้รับระดับผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 1
15.1.2 ผ่านการประเมินตัดสินผลการเรียนรายวิชาเพิ่มเติมซึ่งจะต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมงต่อปี และได้ระดับผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 1
15.1.3 ผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
15.1.4 ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
15.2 ช่วงชั้นที่ 4 มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เป็นช่วงสุดท้ายของการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งจะต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 120 ชั่วโมงต่อปีผู้เรียนต้องเรียนตามกลุ่มสาระ คบทั้ง 8 กลุ่ม และได้รับการตัดสินผลการเรียนตามเกณฑ์ต่อไปนี้
15.2.1 ผ่านการประเมินตัดสินผลการเรียนรายวิชากลุ่มสาระพื้นฐานทั้ง 8 กลุ่ม รวม 32 หน่วยกิต และได้ระดับผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 1
15.2.2 ผ่านการประเมินตัดสินผลการเรียนรายวิชาสาระเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 46 หน่วยกิตและได้ระดับผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 1
15.2.3 ผ่านการประเมินผลการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
15.2.4 ผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
15.2.5 ผ่านการประเมินผลการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
หมวด 4
การเทียบโอนผลการเรียน
ข้อ 16 ให้สถานศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียน คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งมีหน้าที่ดังนี้
16.1 จัดทำสาระ เครื่องมือ และวิธีการเทียบโอนผลการเรียนของรายวิชาและกลุ่มสาระการเรียนรู้ใน 8 กลุ่ม
16.2 ดำเนินการเทียบโอนผลการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนที่ร้องขอ
16.3 ประมวลและตัดสินผลการเทียบโอนเสนอผลการเทียบโอนต่อคณะกรรมการบริหาร
หลักสูตรและวิชาการของสถานศึกษาให้ความเห็นชอบแล้วให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชการเสนอผู้บริหารสถานศึกษาตัดสินอนุมัติการเทียบโอน
หมวด 5
หน้าที่ของสถานศึกษา
ข้อ 17 ให้สถานศึกษาจัดให้มีเอกสารประเมินผลการเรียนต่าง ๆ ดังนี้
17.1 ระเบียบแสดงการเรียน (Transcript ) (ปพ.1) เป็นเอกสารบันทึกผลการเรียนของ
ผู้เรียนตามสาระการเรียนรู้กลุ่มวิชา และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้เรียนในแต่ละช่วงชั้นของหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐานเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสมัคร เข้าศึกษาต่อ สมัครทำงานหรือดำเนินการในเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง
17.2 หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษาในประกาศนียบัตร (ปพ.2) เป็นเอกสารที่สถานศึกษา
ออกให้กับผู้สำเร็จการศึกษา และรับรองวุฒิการศึกษาของผู้เรียนนำไปใช้เป็นหลักฐานแสดงระดับวุฒิ การศึกษา
17.3 แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.3) เป็นรายงารายชื่อและข้อมูลของผู้สำเร็จ
การศึกษาภาคบังคับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นบานเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบ ยืนยันและรับรองความสำเร็จและวุฒิการศึกษาแต่ละคนต่อเขตพื้นที่การศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการ
17.4 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (ปพ4) เป็นเอกสารรายงา
พัฒนาการด้านคุณลักษณะของผู้เรียนเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันถึงประสงค์ที่สถานศึกษากำหนดขึ้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นพิเศษ เพื่อการแก้ปัญหาหรือสร้างเอกลักษณ์ให้ผู้เรียนตามวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา เป็นการรายงานผลการประเมินที่แสดงถึงสภาพหรือระดับคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมหรือคุณลักษณ์อันพึงประสงค์ของผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น สถานศึกษาต้องจัดทำเอกสารนี้ให้ผู้เรียนทุกคน ควบคู่กับระเบียบแสดงผลการเรียนของผู้เรียนเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานแสดงคุณลักษณะของผู้เรียนเพื่อประกอบในหารสมัครศึกษาต่อหรือสมัครทำงาน
17.5 แบบแสดงผลการพัมนาคุณภาพผู้เรียน (ปพ.5) เป็นเอกสารสำหรับผู้สอนใช้บันทึก
เวลาเรียนข้อมูลการวิดผลและประเมินผลการเรียนและข้อมูลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนแต่ละคนที่เรียนในห้องหรือกลุ่มเดียวกันเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ปรับปรุง แก้ไข ส่งเสริม และตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน รวมทั้งใช้เป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบ ยืนยัน สภาพการเรียน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนแต่ละคน
17.6 แบบรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคล (ปพ.6) เป็นเอกสารสำหรับ
บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผลการเรียน พัฒนาการในด้านต่าง ๆ และข้อมูลอื่น ๆ ของผู้เรียน
17.7 ใบรับรองผลการศึกษา (ปพ.7) เป็นเอกสารที่สถานศึกษาออกให้ผู้เรียนเป็นการ
เฉพาะกิจเพื่อรับรองสถานสภาพทางการศึกษาของผู้เรียนเป็นการชั่วคราว ทั้งกรณีผู้เรียนยังไม่สำเร็จ การศึกษาและสำเร็จการศึกษาแล้ว

17.8 ระเบียบสะสม (ปพ.8) เป็นเอกสารสำหรับบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวกับพัฒนาการและ
ผลงานด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนทั้งที่สถานศึกษาและที่บ้านเพื่อประโยชน์ในการแนะแนวผู้เรียนในทุกด้าน
หมวด 6
หมวดเบ็ดเตล็ด
ข้อ 18 ในกรณีนักเรียนที่เรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้อนพุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ) และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายพุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ) ซึ่งควรจะจบหลักสูตรได้ตามกำหนดแต่ไม่จบตามเวลาที่จะจบให้ใช้ระเบียบฉบับนี้
ข้อ 19 การเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติมระเบียบนี้ต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการบริการหลักสูตรและวิชาการ แล้วเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อประกาศใช้ต่อไป

 
ประกาศ ณ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2546

 

 

(นายสุภาพ บุญคง)
ผู้อำนวยการโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี

   
คณะผู้จัดทำ
  1. นายสุภาพ บุญคง ผู้อำนวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ
2. นายสงบ ศรทอง หัวหน้ากลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา รองประธานการมการ
3. นายเฉวียง ชูเซ่ง หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาไทย กรรมการ
4. นางปิ่นศิริ เรืองเกลี้ยง หัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ กรรมการ
5. นางสาวพันธุ์ทิพ ศุกลพัฒนะ หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ กรรมการ
6. นางกอบกุล สมหวัง หัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กรรมการ
7. นายปองพล ตาแก้ว หัวหน้ากลุ่มสาระศิลปะ กรรมการ
8. นางภาษิตา มาสวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กรรมการ
9. นางสุรีทิพย์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ กรรมการ
10. นายวิโรจน์ หนูขาว หัวหน้ากลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กรรมการ
11. นางวรรณทัย เพชรภักดี หัวหน้างานแนะแนว กรรมการ
12. นายวิเชียร เกตุแก่น หัวหน้างานวัดและประเมินผล กรรมการ
13. นายเฉวียง ชูเซ่ง หัวหน้าฝ่ายวิชาการ กรรมการและเลขานุการ
14. นางจารุวรรณ ทองวิเศษ อาจารย์ 1 ระดับ 4 กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
15. นายวิโรจน์ เจ้ยชุม อาจารย์ 2 ระดับ 7 กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
   
คำรับรอง
  ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี ได้ศึกษาพิจารณารายละเอียดของกลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี ซึ่งได้จัดทำหลักสูตรช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-ม.3) ตลอดจนหลักสูตรของกลุ่มวิชาสาระต่าง ๆ แล้วเห็นว่ามีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และความต้องการของชุมชนจึงมั่นใจว่าสามารถนำไปจัดการศึกษาของโรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ต่อไป
จึงพิจารณาเห็นชอบและลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร
 

 

(นายสนธิ์ สุวรรณเกษา)
ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี
16 พฤษภาคม 2546

 

โรงเรียนพรหมพินิตชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง 93000
Webmaster : Wiroj Jeaychum ( E-mail : jeawiroj@thaimail.com ) Tel. 0-6289-2238
Last Update > 04/21/2004 9:54