|
ความสามารถในการอ่านมี
2 ประการ คือ
1. ความสามารถในการอ่านข้อสอบได้อย่างรวดเร็ว
สืบเนื่อมาจากการสอบนั้นมักให้เวลาจำกัด
ดังนั้นการอ่านอย่างเร็ว
จะช่วยให้มีสมาธิดีและสามารถจดจำสิ่งที่อ่านได้ดี
หมายเหตุ : หากไม่สามารถทำข้อสอบได้ครบทุกข้อ
จะมีผลเท่ากับผู้ที่ทำข้อสอบไม่ได้
2. ความสามารถในการเข้าใจเรื่องที่อ่าน
นอกจากการอ่านเรื่องได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังต้องเข้าใจได้อย่างถูกต้องและทราบความคิดหลัก
ของเนื้อเรื่องนั้นๆ
และ
ต้องวิเคราะห์ได้ว่าผู้เขียนมีวัตถุประสงค์อย่างไร
กลวิธีการอ่าน ( Reading Techniques )
การทำข้อสอบในภาคการอ่านให้ได้คะแนนดี มีหลักสำคัญที่จะช่วยให้อ่านอย่างรวดเร็วและเข้าใจ
เรื่องที่อ่านได้เป็น
อย่างดี สามารถทำได้ดังนี้
การเพิ่มอัตราเร็วในการอ่าน
การเพิ่มอัตราเร็วในการอ่าน เป็นสิ่งที่ผู่อ่านควรจจะฝึกฝนตนเองอยู่เสมอเพราะยิ่งอ่าน
ได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งได้เปรียบมากเท่านั้น การเพิ่มอัตราเร็ว
ในการอ่านจะช่วยให้การอ่านมีประสิทธิภาพได้ดีขึ้น
กลวิธีทั่วไปในการเพิ่มอัตราเร็วในการอ่าน
1. การอ่านเป็นหน่วยความคิด
หมายเหตุ : ในการอ่านแต่ละครั้งจะต้องอ่านให้ได้อย่างน้อย 1 ใจความเพราะจะช่วยให้สามารถรู้ความหมายของ
ข้อความต่างๆได้เร็วขึ้น
2. การฝึกอ่านในใจจะได้ยินเสียงของตัวเองดังก้องในโสตประสาท
หมายเหตุ : การอ่านโดยการขยับริมฝีปากและการสั่นของกล่องเสียง
จะทำให้อ่านได้ช้าลง
3. ใช้วิธีสร้างมโนภาพจากตัวหนังสือให้เกิดเป็นรูปร่าง
หมายเหตุ : จะช่วยให้จดจำได้ง่ายขึ้น หากมองเห็นภาพได้เร็ว
เท่าไรก็จะอ่านได้เร็วมากขึ้น
4. อย่าอ่านข้อความในแต่ละประโยคกลับไปกลับมา
หมายเหตุ : เมื่ออ่านข้อความในย่อหน้าจบแล้วแต่ยังไม่เข้าใจ
จะกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นอีกได้
5. ควรจับสายตาไว้เหนือแนวตัวหนังสือหรือข้อความที่อ่านเล็กน้อย
หมายเหตุ : โดยอ่านแบบกวาดสายตาจับข้อความเป็นกลุ่มๆ
6. อ่านจากบนลงล่าง โดยการฝึกช่วงกว้างของสายตาให้กว้างที่สุด
หมายเหตุ : ฝึกอ่านโดยการขีดเส้นตรงจากบนลงมาล่างให้อยู่กึ่งกลาง
หน้าหรือข้อความนั้นแล้วใช้สายตาจับที่
เส้นกึ่งกลางให้อ่าน โดยเลื่อนสายตาลงมาทีละบรรทัดจนจบข้อความที่ต้องการ
7. อ่านข้อความที่กำหนดให้อย่างรวดเร็ว 1 รอบ
หมายเหตุ : เมื่อทราบเรื่องราวและตำแหน่งของข้อความอย่างคร่าวๆแล้ว หากจะตอบคำถามค่อยย้อนกลับไปอ่าน
8. ขณะอ่านไม่ควรขีดเส้นใต้ข้อความต่างๆ
หมายเหตุ : การขีดเส้นใต้ข้อความสำคัญเหมาะกับการทบทวน แต่ไม่เหมาะในการทำข้อสอบเพราะจะทำให้อ่านช้าลง
9. การอ่านในหนึ่งย่อหน้า ทุกครั้งจะต้องอ่านประโยคแรกและประโยคสุดท้ายของย่อหน้าก่อนเสมอ
10. การอ่านควรอ่านอย่างมีสมาธิ
หมายเหตุ : ฝึกฝนสมาธิให้แน่วแน่ และพยายามเข้าใจให้ได้ทันที
เมื่อเริ่มอ่าน
|
1. การอ่านเป็นหน่วยความคิด
หมายเหตุ : ในการอ่านแต่ละครั้งจะต้องอ่านให้ได้อย่างน้อย 1 ใจความเพราะจะช่วยให้สามารถรู้ความหมายของ
ข้อความต่างๆได้เร็วขึ้น
2. การฝึกอ่านในใจจะได้ยินเสียงของตัวเองดังก้องในโสตประสาท
หมายเหตุ : การอ่านโดยการขยับริมฝีปากและการสั่นของกล่องเสียง
จะทำให้อ่านได้ช้าลง
3. ใช้วิธีสร้างมโนภาพจากตัวหนังสือให้เกิดเป็นรูปร่าง
หมายเหตุ : จะช่วยให้จดจำได้ง่ายขึ้น หากมองเห็นภาพได้เร็วเท่าไรก็จะอ่าน
ได้เร็วมากขึ้น
4. อย่าอ่านข้อความในแต่ละประโยคกลับไปกลับมา
หมายเหตุ : เมื่ออ่านข้อความในย่อหน้าจบแล้วแต่ยังไม่เข้าใจจะกลับไปอ่าน
ตั้งแต่ต้นอีกได้
5. ควรจับสายตาไว้เหนือแนวตัวหนังสือหรือข้อความที่อ่านเล็กน้อย
หมายเหตุ : โดยอ่านแบบกวาดสายตาจับข้อความเป็นกลุ่มๆ
6. อ่านจากบนลงล่าง โดยการฝึกช่วงกว้างของสายตาให้กว้างที่สุด
หมายเหตุ : ฝึกอ่านโดยการขีดเส้นตรงจากบนลงมาล่างให้อยู่กึ่งกลางหน้า
หรือข้อความนั้นแล้วใช้สายตาจับที่
เส้นกึ่งกลางให้อ่าน โดยเลื่อนสายตาลงมาทีละบรรทัดจนจบข้อความที่ต้องการ
7. อ่านข้อความที่กำหนดให้อย่างรวดเร็ว 1 รอบ
หมายเหตุ : เมื่อทราบเรื่องราวและตำแหน่งของข้อความอย่างคร่าวๆแล้ว
หากจะตอบคำถามค่อยย้อนกลับไปอ่าน
8. ขณะอ่านไม่ควรขีดเส้นใต้ข้อความต่างๆ
หมายเหตุ : การขีดเส้นใต้ข้อความสำคัญเหมาะกับการทบทวน แต่ไม่เหมาะในการทำข้อสอบเพราะจะทำให้อ่านช้าลง
9. การอ่านในหนึ่งย่อหน้า ทุกครั้งจะต้องอ่านประโยคแรกและประโยคสุดท้ายของย่อหน้าก่อนเสมอ
10. การอ่านควรอ่านอย่างมีสมาธิ
หมายเหตุ : ฝึกฝนสมาธิให้แน่วแน่ และพยายามเข้าใจให้ได้ทันทีเมื่อเริ่มอ่าน
ทักษะสำคัญที่จะช่วยพัฒนาความเข้าใจเรื่องที่อ่าน
1. การค้นหาประโยคที่บรรจุความคิดหลัก
( Topic Sentence ) ของเรื่อง
หมายเหตุ : ประโยคความคิดหลักของเรื่อง มักจะพบที่ประโยคแรกของ
ย่อหน้านั้นๆ หรือบางครั้งผู้เขียนอาจสรุปไว้ตอนกลาง
หรือตอนท้ายของย่อหน้านั้นก็ได้ ดังนั้น จึงควรอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดก่อน
2. การค้นหาความคิดหลัก ( Main Idea )
หมายเหตุ : ในเรื่องหนึ่งๆ ผู้เขียนมักจะแสดงความคิดหลักไว้เพียง
ความคิดเดียวเท่านั้น
ส่วนประโยคอื่นๆเป็นเพียงข้อความ
ขยาย ( Supporting Statement )
3. การค้นหาข้อความที่แสดงเป็นนัย ( Implications and Inferences ) ไว้ซึ่งจะช่วยให้สามารถตีความจากเนื้อเรื่องได้
หมายเหตุ : ผู้เขียยนมักจะแสดงไว้เป็นนัย โดยสังเกตุดูความถี่ว่าผู้เขียนกล่าวถึงมากน้อยเพียงใด
หรือแสดงความคิดว่า
เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยพอๆกันหรือไม่
4. การวินิจฉัยอารมณ์ของผู้เขียน ( The mod of the writer )
หมายเหตุ : การวินิจฉัยลักษณะนี้ควรใช้เมื่อเนื้อเรื่องที่อ่านเป็นนวนิยาย
หรือ บทความ เป็นต้น
5. การค้นหารายละเอียดเฉพาะเจาะจงที่มีอยู่ในข้อความ
( The specific detail mentioned in the passage )
6. การวินิจฉัยความหมายของคำศัพท์ ( The meaning of strange
word )
|
ทักษะสำคัญที่จะช่วยพัฒนาความเข้าใจเรื่องที่อ่าน
1. การค้นหาประโยคที่บรรจุความคิดหลัก ( Topic Sentence
) ของเรื่อง
หมายเหตุ : ประโยคความคิดหลักของเรื่อง มักจะพบที่ประโยคแรกของย่อหน้านั้นๆ
หรือบางครั้งผู้เขียนอาจสรุปไว้ตอนกลาง
หรือตอนท้ายของย่อหน้านั้นก็ได้ ดังนั้น จึงควรอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดก่อน
2. การค้นหาความคิดหลัก ( Main Idea )
หมายเหตุ : ในเรื่องหนึ่งๆ ผู้เขียนมักจะแสดงความคิดหลักไว้เพียงความคิดเดียวเท่านั้น
ส่วนประโยคอื่นๆเป็นเพียงข้อความ
ขยาย ( Supporting Statement )
3. การค้นหาข้อความที่แสดงเป็นนัย ( Implications and Inferences ) ไว้ซึ่งจะช่วยให้สามารถตีความจากเนื้อเรื่องได้
หมายเหตุ : ผู้เขียนมักจะแสดงไว้เป็นนัย โดยสังเกตุดูความถี่ว่าผู้เขียนกล่าวถึงมากน้อยเพียงใด
หรือแสดงความคิดว่า
เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยพอๆกันหรือไม่
4. การวินิจฉัยอารมณ์ของผู้เขียน ( The mod of the writer )
หมายเหตุ : การวินิจฉัยลักษณะนี้ควรใช้เมื่อเนื้อเรื่องที่อ่านเป็นนวนิยาย
หรือ บทความ เป็นต้น
5. การค้นหารายละเอียดเฉพาะเจาะจงที่มีอยู่ในข้อความ ( The specific detail
mentioned in the passage )
6. การวินิจฉัยความหมายของคำศัพท์ ( The meaning of strange words ) ที่ใช้ในเรื่องที่อ่าน
LET'S USE ENGLISH. |