ระเบียบโรงเรียนน้ำร้อนวิทยาคม

ว่าด้วย การประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนน้ำร้อนวิทยาคม พ . ศ . ๒๕๔๖

_______________________

โดยที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ วก ๑๑๖๖ / ๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ . ศ . ๒๕๔๔ จึงเป็นการสมควรที่จะกำหนดระเบียบโรงเรียนน้ำร้อนวิทยาคม ว่าด้วย การประเมินผลการเรียนตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนน้ำร้อนวิทยาคม พ . ศ . ๒๕๔๖ ช่วงชั้นที่ ๓ ( ระดับชั้นมัธยมศึกษา - ปีที่ ๑ - ๓ ) และช่วงชั้นที่ ๔ ( ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ ) ให้สอดคล้องกับคำสั่งดังกล่าว

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ . ศ . ๒๕๔๒ โรงเรียนน้ำร้อนวิทยาคม จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ ระเบียบโรงเรียนน้ำร้อนวิทยาคม ว่าด้วย การประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนน้ำร้อนวิทยาคม พ . ศ . ๒๕๔๖ “

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๖ เป็นต้นไป

ข้อ ๓ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใด ในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ข้อ ๔ ให้ใช้ระเบียบนี้ควบคู่กับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนน้ำร้อนวิทยาคม พ . ศ . ๒๕๔๖

ข้อ ๕ ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนน้ำร้อนวิทยาคมรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

 

หมวด ๑

หลักการในการวัดและประเมินผลการเรียน

ข้อ ๖ การวัดและประเมินผลการเรียนให้เป็นไปตามหลักการต่อไปนี้

๖ . ๑ โรงเรียนดำเนินการประเมินผล โดยมีคณะกรรมการดำเนินงาน ประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยความ - เห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

๖ . ๒ การวัดและการประเมินผลการเรียนต้องสอดคล้องและครอบคลุม มาตรฐานการศึกษาที่กำหนดในหลักสูตร

๖ . ๓ การประเมินผลการเรียนประกอบด้วย การประเมินเพื่อปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียน การจัดการเรียนการสอน และการประเมินเพื่อการตัดสินผลการเรียน


๖ . ๔ การวัดและประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ต้องดำเนินการด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัดและธรรมชาติของวิชา รวมทั้งระดับช่วงชั้นของผู้เรียน

๖ . ๕ ให้มีการประเมินความสามารถของผู้เรียนในการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ในแต่ละช่วงชั้น

๖ . ๖ ให้มีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในแต่ละช่วงชั้น

๖ . ๗ ผู้เรียนทุกคนต้องได้รับการประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับชาติ

๖ . ๘ ผู้เรียนสามารถตรวจสอบผลการเรียน และผลการประเมินในด้านต่าง ๆ ได้

๖ . ๙ ให้โรงเรียนดำเนินการเทียบโอนผลการเรียนของผู้เรียนที่ต่างสถานศึกษา และรูปแบบการศึกษาได้

 

หมวด ๒

วิธีการวัดและประเมินผลการเรียน

ข้อ ๗ การวัดและประเมินผลตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ถือปฏิบัติดังนี้

๗ . ๑ การวัดและประเมินผลก่อนเรียน เพื่อหาสารสนเทศเบื้องต้นของผู้เรียน สำหรับจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียน

๗ . ๒ การวัดและประเมินผลระหว่างเรียน เพื่อมุ่งตรวจสอบพัฒนาการของ ผู้เรียนว่าบรรลุตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในการสอนตามแผน การจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้เพียงใด ทั้งนี้ สารสนเทศที่ได้จาก การประเมิน จะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียน และ ส่งเสริมผู้เรียนที่มีความรู้ ความสามารถ ให้เกิดพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลระหว่างเรียน มีแนวทางในการปฏิบัติ ดังนี้

๗ . ๒ . ๑ วางแผนการวัดและประเมินผลระหว่างเรียน

๗ . ๒ . ๒ เลือกวิธีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับภาระงานหรือ

กิจกรรมหลักที่กำหนดให้ผู้เรียนปฏิบัติ

๗ . ๒ . ๓ กำหนดอัตราส่วนของคะแนนการประเมินระหว่างเรียน กับ

ปลายภาคเรียน หรือปลายปี แล้วแต่กรณี โดยอัตราส่วนนี้ให้

คณะกรรมการบ ร ิหารหลักสูตรและวิชาการของสถานศึกษาเป็น

ผู้กำหนด

 

 

๗ . ๒ . ๔ การวัดและประเมินผลระหว่างเรียนจะต้องดำเนินการในระหว่างเรียนเป็นระยะ ๆ ไม่ต่ำกว่าภาคเรียนละ ๓ ครั้ง

๗ . ๓ การวัดและประเมินผลหลังเรียน เป็นการวัดและประเมินผลปลายภาคหรือปลายปี เพื่อนำผลไปประกอบการตัดสินผลการเรียน สามารถใช้ วิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินได้อย่างหลากหลาย โดยให้

สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เนื้อหาสาระ กิจกรรม และ ช่วงเวลาในการประเมิน โดยเก็บเป็นคะแนน

๗ . ๔ การตัดสินผลการเรียน ให้นำคะแนนระหว่างเรียนรวมกับคะแนนปลาย - ภาคเรียน หรือปลายปี แล้วแต่กรณี ตามอัตราส่วนที่กำหนด แล้วนำมาเปลี่ยนเป็นระดับผลการเรียน

การให้ระดับผลการเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ จำแนกเป็น ๕ ระดับ ดังนี้

๔ หมายถึง ผลการเรียนดีมาก โดยผู้เรียนมีคะแนน

ผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป

๓ หมายถึง ผลการเรียนดี โดยผู้เรียนมีคะแนน

ผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๗๐ – ๗๙

๒ หมายถึง ผลการเรียนพอใช้ โดยผู้เรียนมีคะแนน

ผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๖๐ – ๖๙

๑ หมายถึง ผลการเรียนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด โดย

ผู้เรียนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๕๐ – ๕๙

๐ หมายถึง ผลการเรียนยังไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด

๗ . ๕ ถ้าผู้เรียนไม่ได้วัดผลปลายปี หรือ ปลายภาค ให้ได้ผลการเรียน “ ร ”

หมายถึง รอการตัดสิน หรือ ยังตัดสินผลการเรียนไม่ได้

ข้อ ๘ การตัดสินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ถือปฏิบัติดังนี้

๘ . ๑ การศึกษาภาคบังคับ ( ช่วงชั้นที่ ๓ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ )

๘ . ๑ . ๑ พิจารณาตัดสินผลเป็นรายปี

๘ . ๑ . ๒ พิจารณาตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชา

๘ . ๑ . ๓ พิจารณาตัดสิน “ ผ่าน ” เฉพาะผู้เรียนที่ได้ระดับผลการเรียน ๑ ถึง ๔ เท่านั้น

๘ . ๑ . ๔ ผู้เรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ให้ได้ระดับผลการเรียน “ ๐ “

๘ . ๑ . ๕ ผู้เรียนที่ทุจริตในการสอบ หรือ ทุจริตในงานที่มอบหมายให้ทำ ในรายวิชาใด และหรือครั้งใดก็ตาม ให้ได้คะแนน “ ๐ “ ใน ครั้งนั้น

๘ . ๒ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ( ช่วงชั้นที่ ๔ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ )

๘ . ๒ . ๑ พิจารณาตัดสินผลเป็นรายภาคเรียน

๘ . ๒ . ๒ พิจารณาตัดสินผลเป็นรายวิชา

๘ . ๒ . ๓ พิจารณาตัดสิน “ ผ่าน ” เฉพาะผู้เรียนที่ได้ระดับผลการเรียน ๑ ถึง ๔

๘ . ๒ . ๔ ผู้เรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ให้ได้ระดับผลการเรียน “ ๐ “

๘ . ๒ . ๕ ผู้เรียนที่ทุจริตในการสอบ หรือ ทุจริตในงานที่มอบหมายให้ทำ ในรายวิชาใด และหรือครั้งใดก็ตาม ให้ได้คะแนน “ ๐ “ ใน ครั้งนั้น

ข้อ ๙ การเปลี่ยนระดับผลการเรียน และการปรับปรุงแก้ไข

๙ . ๑ การเปลี่ยนระดับผลการเรียนจาก “ ๐ “ ให้ผู้สอนจัดสอนซ่อมเสริมใน หัวข้อการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ผู้เรียนสอบไม่ผ่าน แล้วจึงให้สอบแก้ตัว และให้สอบแก้ตัวได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ตามที่สถานศึกษากำหนด ทั้งนี้ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียน หรือปีถัดไป ถ้าผู้เรียนไม่มาดำเนินการสอบแก้ตัวตามเวลาที่โรงเรียนกำหนด ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าสถานศึกษาที่จะพิจารณาขยายเวลาการแก้ “ ๐ “ ให้หรือไม่ต่อไป

การสอบแก้ตัวให้ได้ระดับผลการเรียนไม่เกิน “ ๑ “

ถ้าสอบแก้ตัว ๒ ครั้งแล้ว ยังได้ระดับผลการเรียน “ ๐ “ อีก ให้เรียนซ้ำในรายวิชานั้น

การเรียนซ้ำให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าสถานศึกษาที่จะกำหนดช่วงเวลาใน การเรียนซ้ำให้เหมาะสม และต้องประเมินผลการเรียนตามระเบียบที่กำหนดไว้นี้ การเรียนซ้ำจะได้ระดับผลการเรียนตั้งแต่ ๐ ถึง ๔

๙ . ๒ การเปลี่ยนผลการเรียนจาก “ ร ” ให้ดำเนินการแก้ไขในส่วนที่ยังไม่ - สมบูรณ์ โดยดำเนินการตามเวลาที่โรงเรียนกำหนด ถ้าผู้เรียนยังไม่มาดำเนินการแก้ไขตามเวลา ที่กำหนด ให้เรียนซ้ำในรายวิชานั้น

๙ . ๒ . ๑ ถ้าผู้เรียนได้ผลการเรียน “ ร ” ที่หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เมื่อดำเนินการแก้ไขแล้ว ให้ได้ระดับผลการเรียนไม่เกิน “ ๑ “

๙ . ๒ . ๑ ถ้าผู้เรียนได้ผลการเรียน “ ร ” ที่หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เมื่อดำเนินการแก้ไขแล้ว ให้ได้ระดับผลการเรียน ตั้งแต่ ๐ ถึง ๔

๙ . ๒ . ๓ การพิจารณาว่ากรณีใดเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่เป็นอำนาจของหัวหน้าสถานศึกษา และเมื่อหัวหน้าสถานศึกษาวินิจฉัยแล้วให้ถือเป็นที่สุด

 

หมวด ๓

การประเมินความสามารถของผู้เรียนในการ อ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน

การประเมินความสามารถของผู้เรียนในการอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และการเขียน เป็นการประเมินศักยภาพของผู้เรียนในการอ่านเอกสาร หนังสือ และสื่อต่าง ๆ แล้วนำมาคิดวิเคราะห์สรุปเป็นความรู้ ความเข้าใจของตน สามารถคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระของเรื่องที่อ่าน อันจะนำไปสู่การ - สังเคราะห์ที่สร้างในการแสดงความคิดเห็นและถ่ายทอดความคิดเห็นเหล่านั้นด้วยการเขียนสื่อความที่สะท้อนถึงสติปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ จินตนาการที่ถูกต้องเหมาะสม มีคุณค่าแก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ อีกทั้งทักษะ และ ประสบการณ์ในการเขียนที่มีสำนวนภาษาถูกต้อง มีเหตุผล มีลำดับขั้นตอนในการนำเสนอ สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านอย่างชัดเจนตามระดับของมาตรฐานช่วงชั้นอย่างแท้จริง

ข้อ ๑๐ การประเมินรายภาค

๑๐ . ๑ ผู้เรียนทุกคนต้องมีผลการประเมินความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน จากทุกรายวิชาที่เรียน

๑๐ . ๒ ผู้สอนทุกรายวิชาเป็นผู้ประเมินความสามารถจริงของผู้เรียนในการอ่าน คิด วิเคราะห์ เขียน ซึ่งอาจประเมินโดยการสังเกตจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยการมอบหมายให้ ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าและเขียนเป็นรายงานส่ง โดยให้ผู้เรียนเขียนตอบหรือเขียนเรียงความ หรือ โดยวิธีอื่น ๆ ที่เหมาะสมในทุกภาคเรียน

๑๐ . ๓ เกณฑ์การให้ระดับคะแนนความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ เขียน มีดังนี้

การอ่าน

ระดับ ๑ อ่านข้อความสั้น ๆ ตามแบบที่กำหนดให้ได้เข้าใจ

ระดับ ๒ อ่านข้อความ หรือเรื่องสั้น ๆ แล้วจับประเด็นได้

ระดับ ๓ อ่านข้อความขนาดยาว แล้วจับสาระสำคัญ สรุป

เป็นคำพูดได้

 

ระดับ ๔ อ่านข้อความขนาดยาว แล้วจับสาระสำคัญ สรุป

เป็นคำพูดและเขียนได้

ระดับ ๕ อ่านบทความ สารคดี บันเทิงคดี แล้วสรุปสาระ -

สำคัญของเรื่องด้วยการพูดและเขียนได้

การคิด วิเคราะห์

ระดับ ๑ เรียนรู้ และสามารถปฏิบัติงานตามแบบที่กำหนด

ให้ได้

ระดับ ๒ จำแนกเปรียบเทียบข้อมูลแล้วสรุปเป็นความคิด -

รวบยอดได้

ระดับ ๓ วิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหาตามแบบวิธี

ที่กำหนดได้

ระดับ ๔ วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

ระดับ ๕ นำแนวคิดและวิธีการมาใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิด

ประโยชน์

การเขียน

ระดับ ๑ เขียนตามคำบอกได้

ระดับ ๒ เขียนตามหัวข้อที่กำหนดให้ด้วยข้อความสั้น ๆ

เข้าใจง่าย

ระดับ ๓ เขียนถ่ายทอดความคิด เรื่องราว เหตุการณ์ อย่าง

เป็นลำดับได้

ระดับ ๔ เขียนโดยใช้ถ้อยคำ สำนวน และวิธีการถ่ายทอด

ที่เหมาะสม

ระดับ ๕ เขียนโดยใช้ถ้อยคำ สำนวนหลากหลาย เข้าใจง่าย

สร้างสรรค์ และมีจินตนาการ

ผู้เรียนต้องได้ ระดับ ๒ ขึ้นไปทั้ง ๓ ด้าน จึงจะถือว่า “ ผ่าน ”

๑๐ . ๔ เกณฑ์การตัดสิน มี ๒ ระดับ คือ

๑ ) ระดับ “ ผ ” หมายถึง ผลการประเมินผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่

โรงเรียนกำหนด

๒ ) ระดับ “ มผ ” หมายถึง ผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่

โรงเรียนกำหนด

๑๐ . ๕ ผู้สอนเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการปรับปรุง แก้ไข และพัฒนา ผู้เรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของรายวิชานั้น ๆ

ข้อ ๑๑ การตัดสินรายภาค

คณะกรรมการประเมินความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ เขียน พิจารณาตัดสิน “ ผ่าน ” เฉพาะผู้เรียนที่ได้ผลการประเมิน “ ผ่าน ” ด้านการอ่าน คิด วิเคราะห์ เขียน ตั้งแต่ครึ่งหนึ่งของผลการประเมินจากผู้สอนทุกรายวิชาที่ผู้เรียนเรียนในภาคเรียนนั้น ๆ

ข้อ ๑๒ เกณฑ์การผ่านช่วงชั้น

เกณฑ์การ “ ผ่าน ” การประเมินความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ เขียน ดังนี้

๑๒ . ๑ ช่วงชั้นที่ ๓ ( ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ )

คณะกรรมการประเมินกำหนดให้อ่านบทความที่แสดงความคิดเห็นประมาณ ๑ หน้ากระดาษ ภายในเวลา ๑ ชั่วโมง ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมดังต่อไปนี้ได้

๑ ) จับประเด็นหลักและประเด็นย่อย

๒ ) แยกข้อเท็จจริง และความคิดเห็น

๓ ) เขียนแสดงความคิดเห็นสนับสนุน หรือโต้แย้ง โดยใช้หลักการและเหตุผล

๑๒ . ๒ ช่วงชั้นที่ ๔ ( ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ )

คณะกรรมการประเมินกำหนดให้อ่านบทความที่แสดงความคิดเห็นประมาณ ๑ หน้ากระดาษ ภายในเวลา ๑ ชั่วโมง ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมดังต่อไปนี้ได้

๑ ) จับประเด็นหลักและประเด็นย่อย

๒ ) แยกข้อเท็จจริงและความคิดเห็น

๓ ) เขียนแสดงความคิดเห็นสนับสนุน หรือโต้แย้ง โดยใช้หลักการและเหตุผล

๔ ) เสนอแนวทางหรือเสนอแนะได้อย่างสร้างสรรค์

ข้อ ๑๓ การตัดสินการผ่านช่วงชั้น

คณะกรรมการประเมินความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ของช่วงชั้น เป็นผู้รับผิดชอบ โดยพิจารณาตัดสิน “ ผ่าน ” เฉพาะผู้เรียนที่ได้ผลการประเมิน “ ผ่าน ” ตั้งแต่ครึ่งหนึ่งขึ้นไปของรายวิชาที่เรียนในภาคสุดท้าย ทั้งนี้ ต้องพิจารณาประเมินจากเกณฑ์การผ่านช่วงชั้นควบคู่ไปด้วย

ทั้งนี้ การตัดสินการผ่านช่วงชั้น ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการประเมินความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ เขียน โดยความเห็นชอบของหัวหน้าสถานศึกษา

 

 

 

ข้อ ๑๔ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงผลการประเมินการผ่านช่วงชั้น

ให้คณะกรรมการประเมินความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ของช่วงชั้น เป็นผู้พิจารณาแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยการมอบหมายงานให้ทำตามความเหมาะสม แล้วทำการประเมินผลงานของนักเรียนต่อไป ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนถัดไป

 

หมวด ๔

การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน โรงเรียนกำหนดไว้ ๕ ประการ คือ

๑ . มีวินัย

๒ . มีความซื่อสัตย์

๓ . มีน้ำใจ

๔ . ใฝ่รู้ใฝ่เรียน

๕ . รักษ์ความเป็นไทย

มีวินัย หมายถึง ๑ ) ปฏิบัติตนตามกฏ ระเบียบ ของโรงเรียนและสังคม

๒ ) ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายได้เสร็จตามกำหนด

เวลา

มีความซื่อสัตย์ หมายถึง ๑ ) ประพฤติปฏิบัติตนเหมาะสมและตรงตามความ -

เป็นจริง ทั้งต่อหน้าที่ลับหลังผู้อื่น

๒ ) ปฏิบัติงานหรือหน้าที่ได้ถูกต้องตรงไปตรงมา

มีน้ำใจ หมายถึง ๑ ) ให้เกียรติและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

๒ ) เสียสละ ร่วมมือ และช่วยเหลือผู้อื่นตามศักยภาพ

ของตน

ใฝ่รู้ใฝ่เรียน หมายถึง ๑ ) รักการอ่าน และการศึกษาค้นคว้า

๒ ) มีความคิดริเริ่มอย่างสร้างสรรค์

รักษ์ความเป็นไทย หมายถึง ๑ ) มีส่วนร่วมและปฏิบัติตนตามขนบธรรมเนียม

ประเพณี ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย

๒ ) มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณี

ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย รวมทั้งธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อม

 

 

ข้อ ๑๕ วิธีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์

โรงเรียนจะมอบหมายให้ผู้สอนทุกรายวิชา อาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์แนะแนวของโรงเรียนเป็นผู้ประเมินผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในและนอกห้องเรียนด้วยวิธีการที่ หลากหลาย เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการประเมิน เช่น จากการสังเกต การรายงานพฤติกรรมจาก ผู้เกี่ยวข้อง การดูผลงานการบันทึกความดี การรายงานตนเองของผู้เรียน เป็นต้น

การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในแต่ละประการ ให้ผลการประเมินเป็น ๔ ระดับ ตามเกณฑ์ ดังนี้

ระดับ ๔ ดีเยี่ยม หมายถึง ปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอและเป็น

แบบอย่างที่ดีได้

ระดับ ๓ ดี หมายถึง ปฏิบัติตนในทางที่ดี บ่อยครั้ง

ระดับ ๒ พอใช้ หมายถึง ปฏิบัติตนโดยต้องอาศัยคำแนะนำ

ตักเตือนบางครั้ง

ระดับ ๑ ควรปรับปรุง หมายถึง ปฏิบัติตนโดยต้องอาศัยคำแนะนำ

ตักเตือน บ่อยครั้ง

ข้อ ๑๖ การตัดสินรายภาค

ผู้เรียนต้องได้ระดับ ๒ ขึ้นไป ทั้ง ๕ ประการ จึงจะถือว่า “ ผ่าน ”

ผู้เรียนทุกคนต้องได้รับการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในแต่ละประการทั้ง ๕ คุณลักษณะจากผู้สอนทุกรายวิชาที่เรียน อาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์แนะแนว

คณะกรรมการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์พิจารณาตัดสินพฤติกรรม

ของผู้เรียนโดยรวมในแต่ละคุณลักษณะ เป็น ๔ ระดับ โดยพิจารณาจากฐานนิยมของคุณลักษณะ แต่ละประการที่ผู้เรียนได้รับการประเมินจากผู้สอนทุกรายวิชาที่นักเรียนเรียนในภาคเรียนนั้น ๆ อาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์แนะแนว

ผู้เรียนต้องได้ระดับ ๒ ขึ้นไปทั้ง ๕ ประการ จึงจะถือว่า “ ผ่าน ”

ข้อ ๑๗ การตัดสินการผ่านช่วงชั้น

คณะกรรมการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์เป็นผู้รับผิดชอบพิจารณา ตัดสินการประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในแต่ละประการ ในระดับช่วงชั้นโดยใช้วิธีการของ ข้อ ๑๖ โดยอนุโลม และให้พิจารณาตัดสินดังนี้

๑๗ . ๑ ให้ “ ผ่าน ” ในคุณลักษณะที่ผู้เรียนได้รับการตัดสินพฤติกรรมโดยรวมในคุณลักษณะนั้น ๆ ในภาคเรียนสุดท้าย ไม่ต่ำกว่าในระดับ ๒

๑๗ . ๒ ให้ “ ไม่ผ่าน ” ในคุณลักษณะที่ผู้เรียนได้รับการตัดสินพฤติกรรม โดยรวมในคุณลักษณะนั้น ๆ ในภาคเรียนสุดท้าย ในระดับ ๑

ทั้งนี้ การตัดสินการผ่านช่วงชั้นให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยความเห็นชอบของหัวหน้าสถานศึกษา

ข้อ ๑๘ การปรับปรุงและแก้ไขพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนในแต่ละ คุณลักษณะ

ให้คณะกรรมการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พิจารณาแก้ไข พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนในคุณลักษณะที่มีผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับ ๑ และ จะมีผลการพิจารณาไม่ให้จบช่วงชั้น โดยอาจกำหนดเป็นกิจกรรมสร้างความตระหนัก กิจกรรมทำความดี และหรือกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ตามที่คณะกรรมการเห็นว่าเหมาะสม ก็ได้

 

หมวด ๕

การประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตามศักยภาพ มุ่งเน้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่ได้จัดให้เรียนรู้จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจ เพื่อพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ให้ครบทุกด้าน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ ดังนี้

๑ . กิจกรรมแนะแนว

๒ . กิจกรรมนักเรียน

กิจกรรมแนะแนว โรงเรียนจัดกิจกรรมแนะแนวให้กับนักเรียนทุกคน โดยจัดเวลาไว้ในตารางเรียน

กิจกรรมนักเรียน แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ

๑ . กิจกรรมพัฒนาความถนัด ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน ได้แก่

ชุมนุมต่าง ๆ

๒ . กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์

๓ . กิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม

ช่วงชั้นใดจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมลักษณะหรือประเภทใดบ้างให้เป็นไปตามที่โรงเรียนกำหนดในโครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษา

ข้อ ๑๙ หลักการและวิธีการประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

ให้ทุกกิจกรรมประเมินผลตามจุดประสงค์ และการปฏิบัติตามที่กำหนด โดยประเมินจากพฤติกรรมการปฏิบัติและผลการปฏิบัติกิจกรรมด้วยวิธีที่เหมาะสม หลากหลาย และตามสภาพจริง เพื่อทำการปรับปรุง แก้ไข และหรือ พัฒนาส่งเสริม รวมทั้งเพื่อตัดสินผลการร่วมกิจกรรมปลายภาคหรือปลายปี

 

 

ข้อ ๒๐ การตัดสินผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

๒๐ . ๑ การให้ระดับผลการตัดสินการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นดังนี้

“ ผ ” หมายถึง ผ่าน

“ มผ ” หมายถึง ไม่ผ่าน

๒๐ . ๒ การตัดสินผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

๑ ) ผู้เรียนทุกคนต้องได้รับการประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจาก

อาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรม โดยผู้เรียนช่วงชั้นที่ ๓ ได้รับการประเมินผลปลายปี ผู้เรียนในช่วงชั้นที่ ๔ ได้รับการประเมินปลายภาค

๒ ) การตัดสินการเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละกิจกรรม ให้พิจารณา ตัดสินจากผลการประเมินตามจุดประสงค์สำคัญของกิจกรรม และเวลาที่เข้าร่วมกิจกรรมตามที่กำหนด โดยมีเกณฑ์การประเมินดังนี้

ผ หมายถึง ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยผ่านจุดประสงค์

สำคัญของกิจกรรมตามที่กำหนด และมีเวลา

เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๘๐ ของ

เวลาทั้งหมดที่จัดกิจกรรมแต่ละภาค หรือ

แต่ละปี

มผ หมายถึง ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยไม่ผ่าน

จุดประสงค์สำคัญของกิจกรรมตามที่

กำหนด และมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมไม่ถึง

ร้อยละ ๘๐ ของเวลาทั้งหมดที่จัดกิจกรรม

ของแต่ละภาค หรือแต่ละปี

ข้อ ๒๑ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

การเปลี่ยนแปลงผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจาก “ มผ ” เป็น “ ผ ” ให้อาจารย์ที่ปรึกษาดำเนินการให้ผู้เรียนทำกิจกรรมในส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบ

 

หมวด ๖

การอนุมัติการจบช่วงชั้น

ข้อ ๒๒ ผู้เรียนที่จะได้รับการอนุมัติให้จบหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ ( ช่วงชั้นที่ ๓ )

ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

 

๒๒ . ๑ ผู้เรียนต้องเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง ๘ กลุ่ม ตามโครงสร้าง

หลักสูตรที่โรงเรียนกำหนด

๒๒ . ๒ ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมิน “ ผ่าน ” ทุกรายวิชา

๒๒ . ๓ ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมิน “ ผ่าน ” ในความสามารถด้านการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด

๒๒ . ๔ ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมิน “ ผ่าน ” ในคุณลักษณะอันพึงประสงค์

ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด

๒๒ . ๕ ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมิน “ ผ่าน ” ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามเกณฑ์และโครงสร้างที่โรงเรียนกำหนด

ข้อ ๒๓ ผู้เรียนที่จะได้รับการอนุมัติให้จบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( ช่วงชั้นที่ ๔ )

ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

๒๓ . ๑ ผู้เรียนต้องเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง ๘ กลุ่ม ตามโครงสร้าง

หลักสูตรที่โรงเรียนกำหนด

๒๓ . ๒ ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมิน “ ผ่าน ” ทุกรายวิชา

๒๓ . ๓ ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมิน “ ผ่าน ” ในความสามารถด้านการ

อ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด

๒๓ . ๔ ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมิน “ ผ่าน ” ในคุณลักษณะอันพึงประสงค์

ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด

๒๓ . ๕ ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมิน “ ผ่าน ” ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตาม

เกณฑ์และโครงสร้างที่โรงเรียนกำหนด

ข้อ ๒๔ หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้อนุมัติการจบช่วงชั้น

 

หมวด ๗

การแจ้งผลการเรียน และ ผลการประเมิน

ข้อ ๒๕ โรงเรียนต้องแจ้งผลการเรียนรู้ และผลการประเมินให้ผู้ปกครองและนักเรียนทราบอย่างน้อยภาคเรียนละ ๑ ครั้ง โดยแจ้งผลต่าง ๆ ดังนี้

๒๕ . ๑ ผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทุกรายวิชาที่ผู้เรียนเรียนใน

ภาคเรียนนั้น

๒๕ . ๒ ผลการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน

๒๕ . ๓ ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์

๒๕ . ๔ ผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

หมวด ๘

การเทียบโอนผลการเรียน

ข้อ ๒๖ โรงเรียนรับเทียบโอนผลการเรียนของผู้เรียนที่เรียนจบจากสถานศึกษาอื่น ในระบบ นอกระบบ หรือการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีคณะกรรมการของโรงเรียนเป็นผู้พิจารณา ดำเนินการเทียบโอน

 

หมวด ๙

หน้าที่ของโรงเรียน

ข้อ ๒๗ โรงเรียนต้องจัดให้มีเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๒๗ . ๑ ระเบียนแสดงผลการเรียน ( ปพ . ๑ )

๒๗ . ๒ หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา ( ปพ . ๒ )

๒๗ . ๓ แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา ( ปพ . ๓ )

๒๗ . ๔ แบบแสดงผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ( ปพ . ๔ )

๒๗ . ๕ แบบบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ( ปพ . ๕ )

๒๗ . ๖ แบบรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคล ( ปพ . ๖ )

๒๗ . ๗ ใบรับรองผลการศึกษา ( ปพ . ๗ )

๒๗ . ๘ ระเบียนสะสม ( ปพ . ๘ )

๒๗ . ๙ สมุดบันทึกผลการเรียนรู้ ( ปพ . ๙ )

 

หมวด ๑๐

บทเฉพาะกาล

ข้อ ๒๘ ในกรณีนักเรียนเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช ๒๕๒๑ ( ฉบับปรับปรุง พ . ศ . ๒๕๓๓ ) และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช ๒๕๒๔ ( ฉบับปรับปรุง พ . ศ . ๒๕๓๓ ) ซึ่งควรจะจบหลักสูตรตามกำหนด แต่ไม่สามารถจบหลักสูตรได้ตามกำหนด ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรนั้น ๆ

 

| กลับสู่หน้าแรก |