===> THE TIME MACHINE <===

นำข้อมูลมาจาก
http://www.thai.net/myth ครับ
นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้มีการนำเรื่องนี้ไปเปิดประเด็นถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลา
ตลอดจนมีนิยาย หนังสือ รวมไปถึงภาพยนตร์ที่มี ไทม์
แมชชีนเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่มากมายเลยครับ มันเป็นความฝันสำหรับนักวิทยาศาตร์ และ
ความอยากรู้อยากเห็นของบรรดาผู้อยากที่จะรู้อดีต ทำนายอนาคต
เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ยังคงรอการพิสูจน์-
และทำให้มันเป็นจริงขึ้นมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
กับ
เครื่องจักรพิศวง ไทม์
แมชชีน
บรรดานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ของโลกที่กำลังทุ่มเทการวิจัยเรื่องนี้กันอย่างหนัก
ก็เริ่มมีเค้าของความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นมากสำหรับเรื่อง
ไทม์ แมชชีนหรือการท่องเวลา
ออกมากันบ้างแล้ว
โดยบรรดานักวิจัยจากแคลิฟอร์เนียและกรุงมอสโควเค้าประกาศออกมาแล้วว่า
การท่องเวลา (Time Travel) นั้น มีความเป็นไปได้อยู่ทีเดียว
!! ซึ่งพวก
เค้าได้สร้างห้องแล็ปที่เรียกว่า
TARDIS
ขึ้นมา และเริ่มทดลองโดยนำพื้นฐานมาจากสมการของนักฟิสิกส์เอกของโลก
อัลเบิร์ท ไอนสไตน์ (Albert Einstein)
นักวิทยา-ศาสตร์กลุ่มนี้กล่าวว่ามันอาจยากมากในการวิจัยและทดลองให้มันเป็นจริงหรือใกล้ความจริง
แต่ก็มีความเป็นไปได้มากทีเดียว

บางทีอาจจะดูเหมือนเป็นการฝืนกฎของธรรมชาติ
ที่บัญญัติเอาไว้ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องดำเนินครรลองไปข้างหน้าเท่านั้น
ไม่มีสิทธิ์ที่จะกระทำตัวเหนือธรรมชาติ-
อย่างนี้
แน่นอนว่าธรรมชาตินั้นมีสิทธิ์ขาดในการดูแลจัดสรรปันส่วนทุกอย่างบนโลกนี้ได้อย่างลงตัวและถูกต้องมากที่สุดแล้ว
กระนั้นมนุษย์เราก็ยังอาจหาญที่จะฝืนธรรม -
ชาติในกฎเกณฑ์หลายๆอย่าง เช่น การตัดต่อพันธุกรรมซึ่งกระทำตนประดุจเป็นพระเจ้า
เริ่มจะสร้างเครื่องข้ามเวลาและการคิดค้นยาอายุวัฒนะ ซึ่งเป็นกฎเหล็กของธรรม
ชาติที่มนุษย์เราไม่ควรฝ่าฝืน
การท่องเวลานั้นบางทีฟังดูเหมือนว่ามันจะเป็น
สิ่งที่ขัดแย้งกันเอง (Paradoxes)
อยู่ในหลายๆด้าน คุณลองจินตนาการดูว่าวันหนึ่งเรานั้น
สามารถที่จะประดิษฐ์เครื่องไทม์ แมชชีนได้สำเร็จและเดินทางย้อนไปยังอดีต
และเกิดนึกสนุกขึ้นมาทำให้คุณพ่อคุณแม่ของเราไม่ได้พบกัน
และทำให้เราไม่ได้เกิดขึ้นมา -
และพอเรากลับมายังอนาคต ซึ่งเราก็ยังเป็นตัวเราอยู่ ?? ดูแล้วมันออกจะแปลกๆ
ในเมื่อเราในอดีตไม่ได้เกิดมา
แล้วตัวเราในอนาคตหรือในขณะนี้นั้นเป็นใคร
?? เป็นไปได้
หรือไม่ว่า
อาจจะมีอนาคตของหลายๆ มิติอนาคต
ซึ่งจะแยกย่อยออกไปตามเหตุการณ์ที่เจอหรือเกิดขึ้นตามแต่ละมิติเวลาในช่วงนั้น
จากความคิดตรงนี้ละครับที่ทำให้มันดูเหมือนว่า
การย้อนเวลาขัดแย้งกันเองด้วยกฎของธรรมชาติ
อย่างที่ว่าไป ถ้าคิดในอีกแง่หนึ่งก็คือ
อดีต
เป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้
เราไม่สามารถทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้แล้ว
อาจจะคิดได้ในแง่ว่าช่วงเวลาของอดีตหรือของอนาคตที่มีนั้นมีอยู่เพียงมิติเดียว
แต่ถ้ามีอยู่หลายมิติเวลาล่ะก็เป็นอีกเรื่องนึง
!!! ส่วนที่กล่าวไปก็คือ
กลุ่มที่มีข้อโต้เถียงเรื่องที่ว่าการท่องเวลานั้นเป็นไปไม่ได้นั่นเอง
สมการทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity)
ของไอน์สไตน์นั้น
Roger
Penrose
นักวิทยาศาสตร์วิจัยจาก Oxford University เคยได้เสนอทฤษฎี-
ของเขาเรื่องที่ว่า
เมื่อมวลวัตถุถูกดูดเข้าไปนั้นจะไปอยู่ยังใจกลางของหลุมดำด้วยแรงดึงดูด
ซึ่งตรงนั้นเรียกว่า Singularity และ
เจ้ามวลวัตถุชิ้นนั้นก็จะถูกบดขยี้เป็นโจ๊ก
เละไป เป็นทฤษฎีที่มีมา 30 ปีแล้ว แต่ในปี 1960 นักคณิตศาสตร์ชาวนิวซีแลนด์
Roy
Kerr
ได้พบว่าหลุมดำนั้นมีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา เขาพบว่าช่วงที่เราเรียกว่า
Singularity
นั้นมีการขยับหรือขยายตัวเป็นวงแหวน
ตรงนี้และครับที่ Roy
คิดว่าถ้าสามารถที่จะผ่านรูตรง Singularity และออกมาได้
ก็อาจจะไปโผล่เอาที่หรือเวลา
อื่นได้ เขาตั้งทฤษฎีนี้ว่า Roy Solution
แต่กว่าจะเป็นที่ยอมรับให้ความสนใจและศึกษากันต่อก็มาเอาในอีก 10 ปี ให้หลัง
ในปี 1970 นั่นเอง
หลังจากที่ค้นพบว่า
มีหลุมดำอยู่ในแกแล็คซี่ทางช้างเผือกของเรา
และในใจกลางของแกแล็คซี่อื่นๆ อีก ทำให้เริ่มมีการสนใจ
ศึกษาและค้นคว้ากันอย่างจริงจังเพิ่มมาก
ขึ้น ต่อมาในปี 1980 Rip Thorne
หัวหน้าของ CalTech ซึ่งเป็นกลุ่มที่เชี่ยวชาญเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพของโลกได้ทำการพิสูจน์
และได้บทสรุปว่า ทฤษฎีสัมพัทธ -
ภาพของไอน์สไตน์เรื่องท่องเวลาน่ะ
ไม่น่าจะเป็นจริงได้
แต่ถ้ามีเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่พอจะสามารถจับหรือควบคุมหลุมดำเอาไว้แล้วศึกษาให้ดีก็ไม่เหมือนกัน
ซึ่งตรง
จุดนี้ก็ไปตรงกับข้อสันนิษฐานของทฤษฎี Kerr Solution
และอีกข้อสันนิษฐานอีกข้อหนึ่งของ Kerr Solution
ก็กล่าวว่าบางทีหลุมดำอาจจะไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว หรือ
ก็คืออาจจะมีหลุมดำที่เป็น "ประตู" อยู่ หรือที่เรียกประตูนี้ว่า
หลุมหนอน (Wormhole) เจ้าหลุมดำชนิดนี้ที่ว่ามันเป็นประตูสู่กาลเวลา
เป็นตัวเชื่อมระหว่างหลุมดำในมิติ
หรือจักรวาลอื่น หรือที่เรียกได้ว่าเป็น Multiverse
โดยใช้หลักการที่เรียกว่าการ Warp
ซึ่งต่อมาภายหลังจากหนัง Sci-Fi เราจะเห็นลักษณะของการ Warp เป็นไปใน
รูปของการเดินทางข้ามจักรวาลอย่างเร็วแบบเข้าสู่ Hyper Space
ซึ่งก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ผ่านกาลเวลา
อย่างที่ทราบกันละครับว่าเรื่องของเวลาและเกี่ยวกับการท่องเวลานั้นเริ่มต้นมาจากความรู้ในด้านสาขาวิทยาศาสตร์
หรือถ้าจะเจาะจงลงลึกไปมากกว่านั้นก็คือสาขาฟิ
สิกส์นั่นเอง โดยริเริ่มมาจาก
อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์เอกของโลกและต่อมาก็ได้มีผู้สืบสานงานต่อจากเขาอีกมากมาย
แตกแขนงออกมาเป็นอีกหลายทฤษฎี มีทั้งผู้ที่เชื่อ
ว่าด้วยกฎฟิสิกส์นั้นเป็นไปได้กับการสร้าง ไทม์
แมชชีนขึ้นมาแต่ ณ เวลานี้ยังทำไม่ได้ และ พวกที่เชื่อว่าไม่น่าทำได้
สรุปก็คือมีเชื่อกับไม่เชื่อนั่นเอง

ดังที่กล่าวมาแล้วว่ามีสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนทฤษฎีการท่องเวลาให้เป็นจริงได้
ก็คือ
หลุมหนอน (Wormhole)
หรือ
คือจุดเชี่อมระหว่างมิตินั่นเอง ว่ากันว่าโดยข้อสัน
นิษฐานของทฤษฎี
Kerr
Solution
ได้กล่าวเอาไว้ว่าเจ้าหลุมหนอนเนี่ยก็เป็นหลุมดำชนิดหนึ่ง
ซึ่งแตกต่างจากหลุมดำอื่นๆ
ซึ่งจะดูดกลืนทุกสรรพสิ่งเข้าไปในตัว
ด้วยแรง
ดึงดูดที่มหาศาลจนแม้กระทั่งแสงก็ไม่อาจหนีจากมันได้
จากนั้นก็จะโดนบดขยี้แหลกเหลวด้วยแรงกดอันมหาศาล
แต่ว่าเจ้าหลุมดำหรือหลุมหนอนของนาย
Kerr
เนี่ย มัน-
ไม่ได้ดูดกลืนอย่างเดียว แต่มันจะ "พ่น" สิ่งที่ดูดกลืน
จากฟากหนึ่งของตัวมันมาออกยังอีกจุดหนึ่งด้วย
หรือทำหน้าที่คล้ายๆ "ปาก" นั่นเอง
ได้มีการสันนิษฐานกันว่า
มันน่าจะเป็นประตูเชื่อมกันระหว่างจักรวาลกับจักรวาล เวลากับเวลาและมิติกับมิติ
ซึ่งตรงกลางภายในรอยต่อเชื่อมนี้หรือโพรงนี้อาจจะมีการ
บิดเบี้ยวของบรรยากาศเกิดซึ่งเกิดจากบางสิ่ง หรือก็คือ
Singularity ที่ได้กล่าวไปนั่นเอง
ซึ่งตรงนี้เองอาจจะทำให้เกิดรอยต่อของมิติขึ้นที่อีกด้านหนึ่งของทางออก และ
-
อาจทำให้เกิดการ
วาร์ป
(Warp)
ผ่านจักรวาล และเวลาได้
แต่หลุมดำไหนล่ะที่จะเป็นประตูมิติเวลา และ
หลุมดำไหนล่ะที่จะเป็นสุสานของจักรวาล ??
คำถามนี้ก็ต้องรอคำตอบกันไปก่อน ส่วนถ้าคิดต่อไปอีก ก็คงจะเป็นเรื่องที่ว่า แล้วเราจะ "ควบคุม" หลุมหรือช่วงเวลาหรือการบิดเบี้ยวของช่องมิติได้ยังไง ??
หรือจะให้ไปโผล่ยังจุดที่ต้องการได้ยังไงล่ะ ?? คำตอบน่ะเหรอครับ ก็คงต้อง"รอ" กันไปก่อน