ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ ๗ ศึกษาค้นคว้าและจดบันทึกเพื่อเขียนรายงาน และเขียนโครงงานได้

การเขียนรายงาน

             การเขียนรายงานถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนจะต้องใช้ความสามารถของตนในการเรียบเรียงเนื้อหาจากเอกสารอ้างอิงต่างๆ โดยลำดับเนื้อเรื่องที่ศึกษาค้นคว้ามาจากแหล่งความรู้ต่างๆ ให้สัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถูกต้องชัดเจน การเขียนรายงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้เขียนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงองค์ประกอบและขั้นตอนในการเขียนรายงานเป็นอย่างดี จึงจะเขียนรายงานได้ถูกต้องและชัดเจน

             รายงาน คือ การเสนอผลงานที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า รวบรวม สำรวจ หรือปฏิบัติ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างละเอียดและมีระเบียบแบบแผน เพื่อให้ผู้สั่งการหรือผู้มีส่วนรับผิดชอบได้พิจารณาหรือรับทราบ

๑. ส่วนประกอบของรายงาน
             ส่วนประกอบของรายงานวิชาการประกอบด้วย ๔ ส่วน ดังนี้

             ๑.๑ ส่วนต้น
             ส่วนต้นของรายงานวิชาการประกอบด้วย ๔ ส่วน ดังนี้
             ๑) หน้าชื่อเรื่องหรือหน้าปก ต้องเขียนด้วยตัวบรรจง ชัดเจน มีหลักการเขียน คือ แบ่งหน้ากระดาษออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกเขียนชื่อเรื่อง ส่วนที่สองเขียนชื่อ นามสกุล ของผู้เขียนรายงาน ส่วนที่สามเป็นส่วนที่แจ้งว่ารายงานนี้เขียนขึ้นเพื่อประกอบการศึกษาวิชาอะไร โรงเรียนใด และจัดทำขึ้นเมื่อใด
             ๒) หน้าปกใน เขียนเหมือนหน้าปกทุกประการ
             ๓) คำนำ เขียนบอกจุดมุ่งหมาย มูลเหตุ และวิธีการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนกล่าวขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งรายงานเสร็จสมบูรณ์
             ๔) สารบัญ หมายถึง บัญชีบท หรือหัวข้อสำคัญในรายงาน ต้องเขียนเรียงลำดับตามเนื้อหาของรายงานฉบับนั้น ส่วนสารบัญตารางละสารบัญภาพ จะแยกออกจากสารบัญเนื้อเรื่อง สารบัญตารางจะแสดงชื่อของตารางทุกตารางและสารบัญภาพ จะแสดงชื่อภาพประกอบทั้งหมดที่ปรากฏในรายงานเรียงความตามลำดับ

          ๑.๒ ส่วนกลาง
             ส่วนกลางเรียกอีกอย่างว่าส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย ๒ ส่วน ดังนี้
             ๑. เนื้อหา การเขียนเนื้อหาใช้หลักเกณฑ์การเขียนความเรียงทั่วไป โดยแบ่งเป็น บทนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป
             ๒. ส่วนประกอบในเนื้อหา
                  ๑) อัญประกาศ คือ ข้อความที่คัดมาจากคำพูด หรือข้อเขียนของผู้อื่น นำมาไว้ในเนื้อหารายงานโดยไม่เปลี่ยนแปลง
                  ๒) เชิงอรรถ คือ ข้อความท้ายหน้า มีไว้ใช้แจ้งที่มาของข้อความในตัวเรื่องหรืออธิบายข้อความบางตอนในตัวเรื่องที่เรียบเรียงไว้ในหน้าเดียวกัน
                  ๓) ตาราง เป็นที่รวบรวมสิ่งที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าในรูปที่ย่อแล้วนำมาบรรจุลงเป็นรายการ
                  ๔) ภาพประกอบ ได้แก่ กราฟแบบต่างๆ แผนภูมิ ภาพถ่าย ภาพเขียน แผนที่ แผนผัง และภาพถ่ายเอกสาร

             ๑.๓ ส่วนท้าย
             ส่วนท้ายของรายงานประกอบด้วย ๓ ส่วน ดังนี้
             ๑) บรรณานุกรม หมายถึง บัญชีรายชื่อหนังสือที่ใช้ประกอบการเขียนรายงาน โดยเขียนไว้ส่วนสุดท้ายของรายงาน
             ๒) ภาคผนวก หมายถึง เรื่องหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องในรายงานนั้น แต่นำไปเขียนเพิ่มเติมไว้ในส่วนท้ายของรายงานเพื่อให้รายงานนั้นชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
             ๓) อภิธานศัพท์ หมายถึง อธิบายศัพท์ เป็นคำอธิบายศัพท์สำคัญๆ ที่ใช้ในรายงานอาจมีหรือไม่มีก็ได้

๒. การเขียนรายงาน
             การเขียนรายงานวิชาการมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนการเขียน ดังนี้
             ๒.๑ การวางแผนการทำรายงาน
                    ๑) เลือกหัวข้อเรื่องที่จะเขียนรายงาน และกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนว่าจะศึกษาค้นคว้าเรื่องใด ในการเลือกเรื่องนั้นควรคำนึงถึงความเชี่ยวชาญของตนเอง ความน่าสนใจ และประโยชน์ที่จะได้รับด้วย
                    ๒) กำหนดเค้าโครงเรื่อง คือ ตั้งหัวข้อเรื่องให้เป็นไปตามลำดับความสัมพันธ์ในเนื้อหาตามความต้องการ โดยตั้งเป็นหัวข้อใหญ่ไว้ก่อน แล้วจึงกำหนดหัวข้อย่อยลงในหัวข้อใหญ่และแต่ละข้อตามความเหมาะสม เช่นดังตัวอย่างต่อไปนี้

โครงเรื่องรายงานเรื่อง "ขยะมูลฝอย"

             ๑. ความหมายและความสำคัญของขยะมูลฝอย
             ๒. ประเภทของขยะมูลฝอย
                  - จำแนกตามลักษณะส่วนประกอบ
                  - จำแนกตามลักษณะการเผาไหม้
             ๓. แหล่งกำเนิดขยะมูลฝอย
             ๔. ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาพแวดล้อม
             ๕. กรรมวิธีกำจัดขยะมูลฝอย
                  - เทกองกลางแจ้ง
                  - การเผา
                  - การฝังดิน
                  - การหมัก
             ๖. การแปรสภาพขยะมูลฝอยมาใช้ประโยชน์ใหม่
             ๗. การป้องกันและการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย

                    ๓) สำรวจเอกสาร เมื่อวางเค้าโครงเรื่องเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องสำรวจว่ามีเอกสารเพียงพอที่จะทำรายงานตามเค้าโครงที่วางไว้หรือไม่
             ๒.๒ การรวบรวมข้อมูล
             ๑) รวบรวมความรู้จากแหล่งต่างๆ โดยการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การฟัง และการสังเกต
             ๒) การบันทึกข้อมูล ข้อมูลใดที่สามารถนำไปใช้ในการเขียนรายงานได้ ควรบันทึกข้อมูลนั้นลงกระดาษ หรือบัตรบันทึกข้อมูลที่มีขนาดเท่ากัน เพื่อสะดวกในการนำไปใช้ การบันทึกความรู้ทุกชนิดต้องแสดงแหล่งที่มาของข้อมูลที่ชัดเจนไว้ด้วย
             ๒.๓ การจัดระเบียบข้อมูล
หลังจากรวบรวมข้อมูลได้เพียงพอแล้วก็ถึงขั้นตอนการจัดระเบียบข้อมูลให้สะดวกแก่การใช้งาน โดยจัดหมวดหมู่บัตรข้อมูลตามโครงร่างหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อยที่วางเอาไว้ ในการจัดระเบียบข้อมูลนี้ บางครั้งจะพบว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงร่างเดิมที่วางเอาไว้บ้างเพื่อให้เหมาะสมกับข้อมูลที่ได้มา
              ๒.๔ การเรียบเรียงข้อมูลเพื่อเสนอเป็นรายงาน
              การเรียบเรียงข้อมูลเพื่อเขียนเป็นรายงานที่สมบูรณ์นั้นควรยึดหลัก ดังนี้
             ๑) การเรียบเรียงข้อมูลที่มีอยู่ จะต้องสัมพันธ์สอดคล้องกันโดยลำดับ อย่าเขียนในลักษณะการนำข้อมูลต่างๆ มาปะติดปะต่อกัน
             ๒) ภาษาที่ใช้ต้องกระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย สุภาพ และเป็นภาษาเขียน ไม่ควรใช้ภาษาพูด
             ๓) เสนอข้อมูลให้ตรงประเด็น มีหลักฐานและเหตุผลประกอบอย่างเพียงพอ
             ๔) ไม่ใช้ภาษาต่างประเทศถ้ามีคำไทยใช้อยู่แล้ว
             ๕) ไม่ผูกศัพท์หรือสร้างคำขึ้นใช้เอง เพราะผู้อ่านอาจไม่เข้าใจ
             ๖) ระมัดระวังเรื่องการเว้นวรรคตอน ตัวสะกด การันต์ ให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย

การเขียนโครงงาน

             โครงงานหมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นใดไปใช้ในการศึกษาหาคำตอบในเรื่องนั้นๆ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ค้นคว้า ดำเนินการ วางแผน กำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน โดยทั่วๆ ไป การทำโครงงานสามารถทำได้ทุกระดับการศึกษา ซึ่งอาจทำเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน อาจเป็นโครงงานเล็กๆ ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นโครงงานใหญ่ที่มีความยากและซับซ้อนขึ้นก็ได้

๑. ประเภทของโครงงาน
             โครงงานสามารถแบ่งตามลักษณะของกิจกรรมได้ ๔ ประเภท ดังนี้

          ๑.๑ โครงงานประเภทสำรวจ
             โครงงานประเภทสำรวจ เป็นโครงงานประเภทเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาสาเหตุของปัญหาหรือสำรวจความคิดเห็น ข้อมูลที่รวบรวมได้บางอย่างอาจเป็นปัญหาที่นำไปสู่การทดลองหรือค้นพบสาเหตุของปัญหาที่ต้องหาวิธีแก้ไขปรับปรุงร่วมกัน เช่น โครงงานการสำรวจคำที่มักเขียนผิด โครงงานสำรวจการใช้คำคะนองในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

          ๑.๒ โครงงานประเภทการทดลอง
             โครงงานประเภทการทดลอง เป็นโครงงานที่ต้องออกแบบทดลอง เพื่อการศึกษาผลการทดลองว่าเป็นไปตามที่ตั้งสมมติฐานไว้หรือไม่ โครงงานประเภทนี้ต้องสรุปความรู้หรือผลการทดลองเป็นหลักการหรือแนวทางการปฏิบัติไว้ เช่น โครงงานการทดลองยากันยุงจากพืชสมุนไพร โครงงานการทดลองปลูกพืชสวนครัวโดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

          ๑.๓ โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์
             โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นโครงงานที่ประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่กระบวนการปฏิบัติ โดยอาศัยเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ เพื่อประดิษฐ์ชิ้นงานใหม่ อาจเป็นของใช้ เครื่องประดับจากวัสดุเหลือใช้ หรือนำวัสดุท้องถิ่นที่มีมากมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น โครงงานการประดิษฐ์เครื่องจักสานจากผักตบชวา โครงงานการประดิษฐ์เครื่องช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษ เป็นต้น

          ๑.๔ โครงงานประเภททฤษฎี
             โครงงานประเภททฤษฎี เป็นโครงงานที่มีลักษณะเป็นการหาความรู้ใหม่ โดยการรวบรวมข้อมูลและนำมาวิเคราะห์จากสถิติแล้วอภิปราย หรือเป็นโครงงานที่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกิดจากข้อสงสัย อาจเป็นการนำบทเรียนมาขยายเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้ความรู้ในแง่มุมที่กว้างและลึกกว่าเดิม เช่น โครงงานการศึกษาคำซ้อนในวรรณคดีร้อยแก้ว โครงงานการศึกษาข้อคิดจากเรื่องพระมโหสถชาดก เป็นต้น

๒. ขั้นตอนการทำโครงงาน
             การทำโครงงานมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

          ๒.๑ การคิดและการเลือกหัวเรื่อง
             ผู้เรียนจะต้องคิด และเลือกหัวเรื่องของโครงงานด้วยตนเองว่าอยากจะศึกษาอะไร ทำไมจึงอยากศึกษา หัวเรื่องของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา คำถามหรือความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ของผู้เรียนเอง หัวเรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เมื่อใครได้อ่านชื่อเรื่องแล้วควรเข้าใจและรู้เรื่องว่าโครงงานนี้ทำจากอะไร การกำหนดหัวเรื่องของโครงงานนั้นมีแหล่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดและความสนใจหลายแหล่งด้วยกัน เช่น จากการอ่านหนังสือ เอกสาร บทความ การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ การฟังบรรยายทางวิชาการ การเข้าชมนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานทางวิทยาศาสตร์ การสนทนากับบุคคลต่างๆ หรือจาการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้

             - ความเหมาะสมของระดับความรู้ ความสามารถของผู้เรียน
             - วัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้
             - งบประมาณ
             - ระยะเวลา
             - ความปลอดภัย
             - แหล่งความรู้

          ๒.๒ การวางแผน
             การวางแผนการทำโครงงาน จะรวมถึงการเขียนเค้าโครงของโครงงาน ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วนำเสนอต่อผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนดำเนินการขั้นต่อไป การเขียนเค้าโครงของโครงงาน โดยทั่วไป เขียนเพื่อแสดงแนวคิด แผนงาน และขั้นตอนการทำโครงงาน ซึ่งควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
             ๑) ชื่อโครงงาน ควรเป็นข้อความที่กะทัดรัด ชัดเจน สื่อความหมายได้ตรง
             ๒) ชื่อผู้ทำโครงงาน
             ๓) ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน
             ๔) หลักการและเหตุผลของโครงงาน เป็นการอธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกทำโครงงานเรื่องนี้ มีความสำคัญอย่างไร มีหลักการหรือทฤษฎีอะไรที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ทำเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่นได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว ถ้ามีได้ผลอย่างไร เรื่องที่ทำได้ขยายเพิ่มเติม ปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทำไว้อย่างไร หรือเป็นการทำซ้ำเพื่อตรวจสอบผล
             ๕) จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ควรมีความเฉพาะเจาะจง และสามารถวัดได้ เป็นการบอกขอบเขตของงานที่จะทำได้ชัดเจนขึ้น
             ๖) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) สมมติฐานเป็นคำตอบหรือคำอธิบายที่คาดไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้ การเขียนสมมติฐานควรมีเหตุมีผลมีทฤษฎีหรือหลักการรองรับ และที่สำคัญ คือ เป็นข้อความที่มองเห็นแนวทางในการดำเนินการทดสอบได้ นอกจากนี้ควรมีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามด้วย
             ๗) วิธีดำเนินงานและขั้นตอนการดำเนินงาน จะต้องอธิบายว่า จะออกแบบการทดลองอะไรอย่างไร จะเก็บข้อมูลอะไรบ้างรวมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ มีอะไรบ้าง
             ๘) แผนปฏิบัติงาน อธิบายเกี่ยวกับกำหนดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน
             ๙) ผลที่คาดว่าจะได้รับ
             ๑๐) เอกสารอ้างอิง

          ๒.๓ การดำเนินงาน
             เมื่อที่ปรึกษาโครงงานให้ความเห็นชอบเค้าโครงของโครงงานแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นลงมือปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่ระบุไว้ ผู้เรียนต้องพยายามทำตามแผนงานที่วางไว้ เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อมปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ คำนึงถึงความประหยัดและปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่างๆ ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร พยายามบันทึกให้เป็นระเบียบและครบถ้วน

          ๒.๔ การเขียนรายงาน
             การเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคิด วิธีการดำเนินงาน ผลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกี่ยวกับโครงงานนั้น การเขียนโครงงานควรใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสำคัญๆ ทั้งหมดของโครงงาน

          ๒.๕ การนำเสนอผลงาน
             การนำเสนอผลงาน เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำโครงงานและเข้าใจถึงผลงานนั้น การนำเสนอผลงานอาจทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมต่อประเภทของโครงงาน เนื้อหา เวลา ระดับของผู้เรียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การเล่าเรื่อง การเขียนรายงาน สถานการณ์จำลอง การสาธิต การจัดนิทรรศการ ซึ่งอาจมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายด้วยคำพูด หรือการรายงานปากเปล่า การบรรยาย สิ่งสำคัญคือ พยายามทำให้การแสดงผลงานนั้นดึงดูดความสนใจของผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และมีความถูกต้องของเนื้อหา

๓. การเขียนรายงานโครงงาน
             การเขียนรายงานโครงงานเป็นรูปแบบหนึ่งของการนำเสนอผลงานของโครงงานที่ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ต้นจนจบ การกำหนดหัวข้อในการเขียนรายงานโครงงานอาจไม่ระบุตายตัวเหมือนกันทุกโครงงาน ส่วนประกอบของหัวข้อในรายงานต้องเหมาะสมกับประเภทของโครงงานและระดับชั้นของผู้เรียน องค์ประกอบของการเขียนรายงานโครงงาน แบ่งกว้างๆ เป็น ๓ ส่วน ดังนี้

          ๑. ส่วนปกและส่วนต้น
             ส่วนปกและส่วนต้น ประกอบด้วย
             ๑) ชื่อโครงงาน
             ๒) ชื่อผู้ทำโครงงาน ชั้น โรงเรียน และวันเดือนปีที่จัดทำ
             ๓) ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
             ๔) คำนำ
             ๕) สารบัญ
             ๖) สารบัญตาราง หรือภาพประกอบ (ถ้ามี)
             ๗) บทคัดย่อสั้นๆ ที่บอกเค้าโครงอย่างย่อๆ ซึ่งประกอบด้วย เรื่อง วัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา ระยะเวลา และสรุปผล
             ๘) กิตติกรรมประกาศ เพื่อแสดงความขอบคุณบุคคล หรือหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง

          ๒. ส่วนเนื้อเรื่อง
             ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย
             ๑) บทนำ บอกความเป็นมา ความสำคัญของโครงงาน บอกเหตุผล หรือเหตุจูงใจในการเลือกหัวข้อโครงงาน
             ๒) วัตถุประสงค์ของโครงงาน
             ๓) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า
             ๔) การดำเนินงาน อาจเขียนเป็นตาราง แผนผังโครงงานเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามหัวข้อเรื่อง ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน และพิสูจน์คำตอบ (สมมติฐาน) ตามประเด็นที่กำหนด ดังตัวอย่างการเขียนแผนผังโครงงานต่อไปนี้

             ในแผนผังโครงงานทำให้เห็นระบบการทำงานอย่างมีเป้าหมาย มีการวางแผนการทำงาน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ต้องการทราบ คือ หัวข้อย่อย หรือคำถามย่อยของหัวข้อโครงงาน ถ้ามีมาก ๑ ข้อ ก็จะเรียงลำดับทีละหัวข้อ พร้อมทั้งบอกสมมติฐาน วิธีศึกษา และแหล่งศึกษาค้นคว้าตามแผนผังให้ครบทุกข้อ

สิ่งที่ต้องการทราบ
สมมติฐาน
วิธีการศึกษา
แหล่งศึกษา/แหล่งข้อมูล
หัวข้อย่อยจากหัวข้อเรื่องของโครงงานที่ต้องการหาคำตอบ การตอบคำถามล่วงหน้า ค้นคว้า สอบถาม สัมภาษณ์ สังเกต ศึกษาโดยการดู-ฟัง จากสื่อชนิดต่างๆ - เอกสาร หนังสือ
- สถานที่ บุคคล

             ๕) สรุปผลการศึกษา เป็นการอธิบายคำตอบที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ตามหัวข้อย่อยที่ต้องการทราบ ว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่
             ๖) อภิปรายผล บอกประโยชน์ หรือคุณค่าของผลงานที่ได้ และบอกข้อจำกัดหรือปัญหา อุปสรรค (ถ้ามี) พร้อมทั้งบอกข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้า โครงงานลักษณะใกล้เคียงกัน

          ๓. ส่วนท้าย
             ส่วนท้าย ประกอบด้วย
             ๑) บรรณานุกรม หรือ เอกสารอ้างอิง หรือเอกสารที่ใช้ค้นคว้า ซึ่งมีหลายประเภท เช่น หนังสือ ตำรา บทความ หรือคอลัมน์ ซึ่งจะมีวิธีการเขียนบรรณานุกรมต่างกัน เช่น

             หนังสือ ชื่อ นามสกุล. ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์ : สำนักพิมพ์, ปีที่พิมพ์
          บทความในวารสาร ชื่อผู้เขียน "ชื่อบทความ," ชื่อวารสาร. ปีที่หรือเล่มที่ : หน้า ;
                                                วัน เดือน ปี.
          คอลัมน์จากหนังสือพิมพ์ ์ชื่อผู้เขียน "ชื่อคอลัมน์ : ชื่อเรื่องในคอลัมน์" ชื่อหนังสือพิมพ์.
                                                วัน เดือน ปี. หน้า.

             ๒) ภาคผนวก เช่น โครงร่างโครงงาน ภาพกิจกรรม แบบสอบถาม บทสัมภาษณ์

๔. ตัวอย่างโครงงาน
             เรื่อง การศึกษาคำสแลงจากหนังสือพิมพ์
          คณะผู้จัดทำโครงงาน
             ๑. เด็กหญิงอรทัย หอมอ้ม
             ๒. เด็กชายทวี       เชื้อปาศักดิ์
             ๓. เด็กชายศุภชัย  ทองลิ่มสุด
          อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
             อาจารย์กวิสรา โลกนิยม
          หลักการและเหตุผล
             สมาชิกในกลุ่มได้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ ๒๘ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ แล้วพบว่า ข้อความในหนังสือพิมพ์ ใช้คำไม่ตรงความหมายมาก คำแสลงทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจความหมายของคำนั้นๆ สมาชิกในกลุ่มจึงคิดรวบรวมคำแสลง และค้นหาความหมาย
          วัตถุประสงค์
             ๑. เพื่อรู้จักคำแสลงใหม่ๆ จากหนังสือพิมพ์รวบรวมไว้
             ๒. เพื่อหาความหมายของคำสแลง และนำไปใช้ได้ถูกต้อง
          ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
             "คำสแลง" หมายถึง คำในหนังสือพิมพ์ที่สมาชิกในกลุ่ม ๓ คน ไม่รู้ความหมาย
          สถานที่ ห้องภาษาไทยโรงเรียนสตรียะลา
          ระยะเวลาศึกษา วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๖
          เอกสารและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา
             ๑. หนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖
             ๒. เครื่องเขียน

          วิธีการศึกษา
             ๑. อ่านออกเสียงข้อความในหนังสือพิมพ์ทีละหน้า ให้สมาชิกที่ทำโครงงานร่วมกันอภิปรายว่า เป็นคำสแลงที่พวกเราไม่รู้ความหมายใช่หรือไม่ บันทึกผล
             ๒. นำคำที่เลือกได้แล้วไปสอบถาม สัมภาษณ์เพื่อนๆ ในห้องเรียนว่ารู้ความหมายหรือไม่ บันทึกผล
             ๓. สัมภาษณ์ผู้รู้ คุณครู ผู้ปกครอง เพื่อให้ทราบความหมายของคำเหล่านั้น
             ๔. นำข้อมูลมารวบรวม สรุปผล
          ผลการศึกษา
ตาราง แสดงคำแสลงจากหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ รวบรวมได้ ๑๔ คำ ดังนี้

คำสแลง
ความหมาย
  โชว์แข้ง
เรียงคิว
จรดปากกา
เปรี้ยวจนหยดสุดท้าย
เที่ยวไปกินไป
สิบแปดมงกุฏ
สุโขสโมสร
กลืนน้ำลาย
จับเข่าคุยกัน
วืด
หนี้เน่า
สงครามน้ำลาย
ถอดใจ
สับราง
  เตะฟุตบอล
ทยอยตามลำดับ
ตกลงที่จะเขียน
มีคุณภาพดี
ท่องไปและแวะชิมอาหารไปด้วย
พวกหลอกลวง
มีความสุข
พูดซ้ำ
รวมกลุ่มคุยกัน
พลาดหวัง
หนี้ที่ไม่ได้คืน
โต้เถียงเรื่องไร้สาระ
พูดหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
จัดเปลี่ยนรายการ


          อภิปรายผลการศึกษา
             การใช้คำภาษาไทยในหนังสือพิมพ์ มีคำสแลงอยู่มากมายในแต่ละคอลัมน์ ซึ่งผู้อ่านแต่ละระดับอ่านแล้วมีทั้งเข้าใจความหมาย ไม่เข้าใจความหมาย และเข้าใจความหมายไม่ตรงกัน อาจทำให้เกิดผลเสียต่อการใช้ภาษาไทยได้ เพราะนำคำไปใช้ไม่ถูกกาลเทศะ
          สรุปผลการศึกษา
             รวบรวมคำสแลงในหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ได้จำนวน ๑๔ คำ และสอบถามผู้รู้ ทำให้ทราบความหมายทั้ง ๑๔ คำ
          ประโยชน์ที่ได้รับ
             ๑. ทำให้ทราบว่าคำที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ อาจเป็นคำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงความหมายเสมอไป
             ๒. ทำให้ผู้อ่านรู้ความหมายของคำสแลง
          ข้อเสนอแนะ
             ๑. ทำโครงงานต่อไปเรื่อง รณรงค์การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง
             ๒. ถ้าใช้คำสแลง หรือคำที่อาจเข้าใจไขว้เขวไป ให้วงเล็บความหมายไว้ด้วย
สรุป
             การเขียนรายงานโครงงาน เป็นเครื่องแสดงว่าผู้เขียนได้เรียนรู้อะไรมามากน้อยเพียงใด เรียนรู้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และมีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ เมื่อรายงานแสดงคุณค่าของตัวเองเช่นนี้แล้ว ผู้เขียนจึงควรแสดงออกให้ชัดเจนเหมาะสม ถูกต้อง และสวนงาม รายงานที่มีเนื้อหาสาระจะต้องเขียนด้วยสำนวนที่ถูกต้องตามแบบแผน มีการแสดงข้อมูลชัดเจนมีขั้นตอน การนำเสนอต่อเนื่องกันทั้งเรื่อง และมีความประณีต ทั้งในการจัดรูปเล่ม การพิมพ์ และการจัดองค์ประกอบ