|
ความสำคัญของเรื่องนี้เริ่มจากการมีความคิดเชิงสร้างสรรค์ ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าเพราะประชาชนมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าพูดกล้าทำ กล้ารับคำวิจารณ์ และพร้อมที่จะรับฟังคำวิจารณ์และพร้อมที่จะปรับปรุงด้านการส่วนตัวและ ด้านหน้าที่การงาน ลำดับการศึกษา - ความคิดเชิงสร้างสรรค์ - การเขียนเชิงสร้างสรรค์ - ประเภทข้อเขียนเชิงสร้างสรรค์ - ตัวอย่างข้อเขียนเชิงสร้างสรรค์ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ - ความหมาย - ระดับความคิดเชิงสร้างสรรค์ - กระบวนความคิดเชิงสร้างสรรค์ลักษณะบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ - การส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ลักษณะบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ การส่งเสริมให้เกิดความคิดเชิงสร้างสรรค์อุปสรรคที่สกัดกั้นความคิดเชิงสร้างสรรค์ ความหมายของความคิดเชิงสร้างสรรค์ คือความคิดจินตนาการประยุกต์ที่สามารถนำไปสู่สิ่งประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ ทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นความคิดในลักษณะ ที่คนอื่นคาดไม่ถึงหรือมองข้ามเป็นความคาดคิดหลากหลายกว้างไกล เน้นทั้งปริมาณและคุณภาพอาจเกิดความคิดผสมผสาน เชื่อมโยงระหว่างความคิดเดิมกับความคิดใหม่ เพื่อแก้ปัญหา และเอื้ออำนวยต่อตนเองและสังคม (อารี รังสีนันท์ ความคิด สร้างสรรค์กรุ่งเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มศว. 2526 หน้า 2-4) หมายถึงความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆโดยมมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดความคิดใหม่ ต่อเนื่องกันไป และความคิดสร้างสรรค์นี้ประกอบด้วยความคล่องในการคิดความคิดยืดหยุ่นและความคิดที่เป็นของตนเอง โดยเฉพาะความคิดริเริ่ม (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, ความคิดสร้างสรรค์ หลักการ ทฤษฎีการเรียนการสอนการลัดผลประเมินผล, กรุงเทพฯ:2543, หน้า 2) สรุปความหมายความคิดสร้างสรรค์จากคำจำกัดความที่ยกมาเป็นตัวอย่าง พอสรุปความหมายของความคิดสร้างสรรค์ ได้ดังนี้ 1. ความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากจินตนาการที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานของความเป็นไปได้ และต้องควบคู่ไปกับความพยายาม (ที่จะทำให้เป็นไปได้) 2. ความคิดสร้างสรรค์จะเน้นที่ความแปลกใหม่/ใช้โครงเก่าวางรูปใหม่ 3. เป็นความคิดที่มีคุณค่าแก่ส่วนรวมในแง่แก้ปัญหาและให้คุณในการดำเนินชีวิตใหม่ในแง่นามธรรมหรือสุนทรียะ ก่อเกิดสุข ระดับความคิดเชิงสร้างสรรค์อาจกำหนดระดับความคิดสร้างสรรค์ได้
3 ระดับดังนี้ 1. ระดับบุคคล ระดับต่ำสุด คิดคนเดียวไม่คำนึงว่าใครจะคล้อยตามหรือไม่ 2. ระดับกลุ่ม คนอื่นในกลุ่มเห็นด้วยว่าสามารถแก้ปัญหาได้และเห็นว่ามีคุณค่าทางสุนทรียะ 3. ระดับสังคมถือว่าเป็นระดับสูงสุด เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เช่น เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เป็นต้น องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ 1. ความคิดริเริ่ม 2. มีความคล่องแคล่ว 3. มีความยืดหยุ่น 4. มีความละเอียดลออ กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ (Creative Process) นักการศึกษาได้ประมวลกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ไว้ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1. การค้นหาความจริง ขั้นที่ 2. การค้นหาปัญหา ขั้นที่ 3. การตั้งสมมติฐาน ขั้นที่ 4. การค้นหาคำตอบ ขั้นที่ 5. การยอมรับผลจากการค้นพบ นักการศึกษามีความเห็นแตกต่างกัน บางรายก็บอกว่ามี 4 ขั้น บางรายบอกว่ามี 7 ขั้นตอน อย่างไรก็ตามแต่ละคนมีความเห็น คล้ายๆกัน ลักษณะบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ทัศนะไว้ พอสรุปได้ 9 ประการดังนี้ 1. เป็นตัวของตัวเอง 2. รักที่จะห้าวไปข้างหน้า 3. ไวต่อปัญหา 4. มีความสามารถในการใช้สมาธิ 5. มีความคิดริเริ่ม 6. ยอมรับในสิ่งที่ไม่แน่นอน 7. ไม่ชอบทำตามระเบียบหรือกฎเกณฑ์ 8. มีอารมณ์ขัน 9. ควรมีพื้นฐานหลายอย่างดังต่อไปนี้ 9.1 ความรู้พื้นฐาน (Knowledge) 9.2 จินตนาการ (Imagination) 9.3 วิจารณญาณ (Judgment) การส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ทัศนะว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาเพิ่มพูนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงกระทำได้โดยการสอนและฝึกอบรม ส่วนทางอ้อมเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาและความมานะพยายาม ดังนี้ 1. ยอมรับคุณค่าและความสามารถของบุคคลอย่างไม่มีเงื่อนไข 2. แสดงและเน้นให้เห็นว่าความคิดของเขามีคุณค่า และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 3. ให้ความเข้าใจและเห็นใจในตัวบุคคลที่มีความคิดแหวกแนวจากผู้อื่น 4. อย่าพยายามกำหนดแบบเพื่อให้ทุกคนมีความคิดและบุคลิกภาพเดียวกัน 5. อย่าสนับสนุนให้รางวัลเฉพาะผลงานที่มีผู้ทดลองทำเป็นที่ยอมรับกันแล้ว ควรให้ผลงานแปลกใหม่มีโอกาสบ้าง 6. ส่งเสริมให้ใช้จินตนาการตนเอง โดยยกย่องชมเชยเมื่อมีจินตนาการแปลกและมีคุณค่า 7. กระตุ้นและให้เรียนรู้ด้วยตนเอง 8. ส่งเสริมให้ถามและให้ความสนใจต่อคำถาม รวมทั้งชี้แนะแหล่งคำตอบ 9. ตั้งใจและเอาใจใส่ความแปลกๆของบุคคล และยอมรับว่าการพัฒนาควมคิดสร้างสรรค์ ต้องการเวลาอุปสรรคที่สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ 1. การต้องการคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว 2. การจำกัดความคิดตนเอง 3. ความเคยชิน 4.
การไม่สนใจสิ่งที่ท้าทายความคิด |
|
ความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์กับการเขียน (จำไมจึงเรียนการเขียนเชิงสร้างสรรค์) 1. เมื่อเรามีคิดสร้างสรรค์ เรามักจะต้องการจะบอกคนอื่นให้รับทราบ 2. หรือต้องการสื่อสารให้คนอื่นได้รู้ได้เข้าใจเพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ 3. การสื่อสารกับคนอื่นการทำได้หลายวิธี หนึ่งในจำนวนนั้น คือ การเขียน 4. เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากผู้มีความคิดเชิงสร้างสรรค์ขาดทักษะในการสื่อสาร 5. การสื่อสารที่ต้องการทักษะมากเป็นพิเศษเห็นจะได้แก่การสื่อสารด้วยการเขียน 6. หากเขียนในเชิงสร้างสรรค์ไม่เป็น ไม่เก่ง จะไม่สามารถสื่อสิ่งที่มีค่าออกมาเป็นรูปธรรมได้เลย ความคิดเชิงสร้างสรรค์ก็ จะไม่เกิดประโยชน์อันใด 7. เราต้องกำหนดหรือจัดระเบียบภาษา(เขียน)แทนความคิดที่ต้องการส่งออกไป 8. ด้วยเหตุนี้เรานักนิเทศศาสตร์จึงต้องเรียนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 9. การเขียนอย่างสร้างสรรค์/เชิงสร้างสรรค์เป็นพลังเสริมอันสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ ความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์หมายถึงการเขียนที่ผู้เขียนสร้างคำ แนวคิด จากจินตนาการของตนเองโดยมิได้ลอกเลียนแบบ อย่างของผู้อื่น อีกทั้งยังมีอิสระที่จะคิดรูปแบบใหม่ๆที่แหวกแนวจากของเดิมที่มีอยู่ เป็ฯผลงานที่มีคุณค่าทางความคิดริเริ่มอย่าง เด่นชัด (ผศ.ปราณี สุรสิทธิ์, การเขียนเชิงสร้างสรรค์เชิงวารสารศาสตร์, กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แสงดาว, 2541) มีความหมายตรงข้ามกับการเขียนที่มุ่งประโยชน์ทางธุรกิจหรือวิชาการต่างๆในความเรียงเชิงสร้างสรรค์ ผู้เขียนต้อง สามารถใช้จินตนาการ หรือความคิดคำนึงของตน เขียนสารออกมาด้วยถ้อยคำที่สละสลวยประทับในผู้อ่านผู้ฟัง และให้ความรู้สึก ในทางเพลิดเพลินเจริญใจและประดับสติปัญญาไปด้วยในตัว (ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. การประพันธ์ กรุงเทพฯ โรงพิมพ์อักษรทัศน์, 2519) การเขียนเชิงสร้างสรรค์หมายถึงการเขียนที่ผู้เขียนสร้างคำ และความจากจินตนาการของตนเอง โดยมิได้ลอกเลียน แบบอย่างของผู้อื่น (ผู้เขียน) มีอิสระที่จะเลือกรูปแบบการเขียนโดยไม่อยู่ในกรอบของลักษณะคำประพันธ์นัก ผลงานเช่นนี้จึงมี ความประณีต มีคุณค่าทางความคิดริเริ่มอย่างเด่นชัด (รศ.ประภาศรี สีหอำไพ, การเขียนแบบสร้างสรรค์, กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2531) จากคำอธิบายข้างต้น
อาจสรุปความหมายของการเขียนฯได้ดังนี้ 1. เขียนจากจินตนาการ เขียนให้ผู้อ่านจินตนาการคล้อยตาม 2. มีความแปลกใหม่ แสดงออกตามทำนองหรือลีลาของผู้เขียน 3. อาจเป็นงานเขียนที่เป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ได้ 4. สำนวนภาษาดี ทั้งคำ และความ 5. มีคุณค่าทางจิตใจและสติปัญญา อ่านแล้วมีความรู้สึกจรรโลงความดีงาม และมองโลกในแง่ดี การเขียนเชิงสร้างสรรค์มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ตั้งวัตถุประสงค์เชิงสร้างสรรค์ 2. สร้างคำ สอดใส่วิญญาณในคำ 3. สร้างแนวคิด เป็นแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ เบิกปัญญา ที่มาของการเขียนเชิงสร้างสรรค์
เวอร์นอน
(P.E.Vernon.Creative
( สร้างสรรค์ โดยเฉพาะในงานเขียน ต้องมีพื้นฐานความคิดดังต่อไปนี้ 1.แรงบันดาลใจ (Inspiration) ความรู้สึกที่เกิดจากประสบการณ์ ทำให้สะเทือนอารมณ์ 2.ความทรงจำ (Memory) คือความคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา อดีตซับซ้อนสะเทือนใจ จึงเป็นที่มาของความคิดสร้างสรรค์ 3.ความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ (Faith) คือความคิดที่เกิดจากศรัทธาที่ผู้เขียนมีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดและเขียนไปตามแนวคิด ที่มุ่งมั่น จะเป็นเอกลักษณ์ของนักเขียนผู้นั้น 4.ลำนำเพลง (Song) คือทำนองถ้อยคำที่เกิดขึ้นในใจของนักเขียนขณะที่ปล่อยอารมณ์ไปถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะเกิด จินตนาการขึ้น กวีที่เขียนงานที่ออกมาในลักษณะที่เรียกว่า จินตกวี ลักษณะของงานเขียนที่เข้าข่ายเชิงสร้างสรรค์ผลงานที่เข้าข่ายงานเขียนเชิงสร้างสรรค์มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1.มีแนวเขียนเป็นอัตวิสัย (subjective) คือผู้เขียนมีข้อสังเกต นึกคิด ประสบการณ์ความเห็น หรือจินตนาการ เป็นของตนเองแล้วเขียนชิ้นงานนั้นขึ้นมา 2.มีความแปลกใหม่ เป็นงานที่แหวกแนว ขอให้สังเกตตารางต่อไปนี้ - แนวเขียนที่ไม่ใช่เชิงสร้างสรรค์ งานเขียนนวนิยายที่มีโครงเรื่องง่ายๆเกี่ยวกับความรัก การต่อสู้ โลดโผน ตื่นเต้น จบลงด้วยสุขสมหวังหรือความเศร้าของตัวละคร ผู้อ่านเดาเรื่องได้ - การเขียนเชิงสร้างสรรค์ พลอตเรื่อง ดำเนินเรื่องแหวกแนว เช่นเรื่อง สี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือ ลอดลายมังกร ของประภัสสร เสวิกุล เป็นต้น จัดเป็นงานเขียน เชิงสร้างสรรค์งานเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นงานที่เป็นร้อยแก้ว (ไม่ใช่โคลงฉันท์ลักษณ์กาพ กลอน)
และร้อยกรอง 3.เป็นงานเขียนที่ประณีต แต่ไม่ต้องถึงขั้นกวีนิพนธ์เสมอไป คือเริ่มแต่ระดับคุณภาพ แค่พอที่จะสะท้อนศิลปะในการเขียน จนกระทั่งถึงระดับกวีนิพนธ์ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว 4.มีความแปลกใหม่เป็นงานที่แหวกแนว ขอให้สังเกตตารางต่อไปนี้
1.
ความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องคำและหารใช้คำ คำคือสมบัติของนักเขียน นักเขียนรู้คำมากเท่าใด วงที่เขาจะพูดจะเขียนก็มากขึ้นเท่านั้น นักเขียนจึงต้องเป็นนักสะสมคำ ความหมายของคำ ระมัดระวังในการเลือกสรรใช้คำ รู้ความหมายของคำ สามารถสร้างคำขึ้นมาใหม่ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1.1
นักเขียนจึงต้องเป็นนักสะสมคำ +
การสำสมคำเกิดจากการอ่านมาก +
รีบจดบันทึกคำที่ สะดุดตา สะดุดใจ สะดุดความรู้สึก + จัดหมวดหมู่คำ เช่น คำสามานยนาม, คำกริยา (คำกริยาที่แสดงอาการของสัตว์นำมาใช้ เปรียบเทียบกับคน เช่น กัด = มัวแต่กัดกันอยู่ได้ หรือ คาบ เช่น ใครคาบข่าวนี้ ไปบอกเขา) 1.2
ความหมายของคำ + ความหมายตรง ความหมายตามที่พจนานุกรมกำหนด หรือที่เข้าใจกัน เช่น หมดจด, ผ่องใส,
ฯลฯ +
ความหมายโดยนัย เช่น เสือผู้หญิง + ความหมายตามปริบท ความหมายที่กำหนดไว้โดยพจนานุกรม แต่มีหลายความหมาย ต้องพิจารณาข้อความแวดล้อมประกอบ เช่น เธอไม่ช่วยทำงาน แต่ขอใส่ชื่ออย่างนี้มัน กินแรง
กันนี่นะ 1.3 รู้จักการใช้คำ รู้จักการใช้คำ ขอให้สังเกตการใช้คำที่เหมาะสมดัง ตัวอย่าง ต่อไปนี้
คำอธิบาย ขัดข้องหมองหมาง
แทน โกรธ,
พา
แทน จับ,
คำเหล่านี้ช่วยให้ความโกรธคลายลง
ถ้อยคำในภาษาไทยมีพลังอำนาจถ้าใช้ถูก
คำไทยมีหลายระดับ คือ 3.1 คำสูง เป็นคำขลัง เช่น อัสสุชล (น้ำ ตา) วิหค (นก) 3.2 คำต่ำ เป็นคำไทยแท้ แต่อาจฟังดูไม่สุภาพ เช่น ตีน (เท้า) โกหก (เท็จ มุสา พูดปด) 3.3 คำหยาบ คำระหายหู เช่น อ้าย อี มึง กู 3.4 คำละเอียด เป็นประณีต เช่น คำราชาศัพท์ 3.5 คำคะนอง คือ คำสแลงใช้ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แบ่งออกเป็นสามระดับย่อย คือ คะนอง คือคำสแลง ใช้ในกลุ่ม ใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะ แบ่งออกเป็นสามระดับย่อย คือ 3.5.1 ภาษาปาก ใช้ในการพูด บทสนทนา เช่น จำอวด ปาหี่ 3.5.2
ภาษากึ่งแบบแผน เป็นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน เช่น คุณวุฒิ
วัยวุฒิ 3.5.3 ภาษาแบบแผน คือภาษาที่ยอมรับโดยทั่วไป เช่น ปาฐกถา โอวาทใช้ในวงราชการ การรู้จักใช้คำอย่างถูกต้อง นอกจากจะได้รู้ศิลปะในเรื่องระดับของภาษาแล้ว ยังต้องคำนึงถึง หลักการใช้คำเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ 1. ใช้คำให้ตรงกับความหมาย คำภาษาไทยมีความหมายใกล้เคียงกันแต่ใช้แทนกันไม่ได้ เช่น คับ-คับแคบ, คลาด-คลาดเคลื่อน, ใกล้-ชิด 2. ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย การแปลง คำกริยาเป็นคำนามแล้วใช้คำกริยาอื่นมาช่วย เช่น คณะรัฐมนตรีได้มรการลงมตินำ โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นมาพิจารณาอีกครั้งเพื่อแก้ไขอุทกภัยซ้ำซากในจังหวัดภาคเหนือ 3. ควรรู้ความหมายที่แท้จริงของคำศัพท์ 4. ไม่ซ้ำคำผิดประเภท 5. เลือกใช้คำที่มีน้ำหนัก 6. ใช้คำให้ถูกต้องตามตำแหน่งหน้าที่ 7. เรียงลำดับคำหรือพยางค์ให้ถูกต้อง 8. ใช้คำซ้ำอย่างศิลปะ เพื่อไม่ให้น่าเบื่อ 9. รู้วิธีหลากคำ คือการคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกันมาใช้ เพื่อไม่ให้ใช้คำซ้ำๆ เช่น ทะเลหญ้า แทน ทุ่งหญ้า 1.4 การสร้างคำใหม่ จากการรู้ความหมายคำ การรู้จักใช้คำ และอื่นๆ ยังไม่เป็นการเพียงพอสำหรับนักเขียนที่จะผลิตงาน เขียนเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้นอาจจะจำเป็นต้องสร้างคำขึ้นมาใช้ใหม่ และเพื่อเป็นเอกลักษณ์ของตนเองอีกด้วย ดังต่อไปนี้ 1.4.1 การแผลงคำ เช่น ทลาย-ทำลาย จรัส-จำรัส เถลิง-ดำเกิง 1.4.2 การผสานคำ เช่น ผู้ร้าย นักเลง (ได้คำใหม่ ความหมายใหม่) 1.4.3 การประสมคำ เช่น ท้องฟ้า ท้องตลาด (มีความหมายใหม่) 1.4.4 การซ้อนคำ นำคำที่มีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกันมาซ้อนกัน เช่น เล็กน้อย หลัดพราก 1.4.5 การซ้ำคำ เช่น วับๆ แวบๆ วาบๆ 1.4.6 คำสแลง เป็นคำที่เกิดขึ้นตามอารมณ์เด็กวัยรุ่น มีคำเกิดใหม่แต่บางคำก็กลายเป็นคำสามัญไ |
|
คำว่า ฉันทลักษณ์ จะใช้กับงานเขียนประเภทร้อยกรอง ใช้มาหลายยุคหลายสมัยปรากฏว่าได้รับการเปลี่ยนแปลงไป ในลักษณะที่เขียนง่ายขึ้น ร้อยกรองที่นิยมแต่งกันมากที่สุดในทุกวันนี้คือกลอนแปด ซึ่งยึด 2 แนว คือ 1. แนวที่นิยมยึดความสัมผัสแพรวพราวตามแบบของสุนทรภู่ 2. แนวที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และแหวกแนว 1. แนวที่นิยมสัมผัสแพรวพราวแบบของสุนทรภู่ + นักกลอนที่เริ่มหัดแต่งมักจะเริ่มแนวนี้ก่อน + นักประพันธ์แนวนี้ที่ควรรู้จักได้แก่ ประยอม ซอมทอง จินตนา ปิ่นเฉลียว นิภา บางยี่ขัน อุชเชนี เปลื้อง วรรณศรี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (ยุคแรก) เป็นต้น ตัวอย่าง เอนระนาบอาบน้ำค้างกลางแดดหนาว ทอดรวงยาวยอดระย้าราน้ำใส ละลานรอบขอบฟ้าคราพลิ้วใบ เพียงพรมใหญ่ไหวระยาบทาบเปลวทอง เพรียกเพลงเรือเมื่อสางหมอกจางสี ระเรื่อยรี่เลียบลัดตัดชายหนอง สาวเจ้าพายย้ายเยื้องชำเลืองมอง หนุ่มก็พร้องเพลงเกี่ยวเกี้ยวแก้กัน โ อ้ช่อทิพย์รวงทองชะน้องเอ๋ย พี่ควงเคียวเกี่ยวเ กยไม่เคยหวั่น ห วาดแต่เจ้าไม่จริงมิ่งแจ่มจันทร์ จะเกี่ยวค้างเสียกลางคันเท่านั้นเอย (ความบางตอนจาก หวานคมเคียว เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) 2. แนวที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และแหวกแนว ความคลี่คลายด้านฉันทลักษณ์แนวนี้ ปัจจุบันมองได้ 4 ประการ คือ 2.1 การนำเอาทำนองกลอนชาวบ้านมาแต่ง 2.2 การลดความเคร่งครัดในฉันทลักษณ์ 2.3 การสร้างฉันทลักษณ์ใหม่ 2.4 กลอนเปล่า 2.1 การนำเอาทำนองกลอนชาวบ้านมาแต่ง เช่น ประชาสามัญของเรา (2492) ของ ครูเทพ ความว่า เจ้าพวงมาลัยเอย เจ้าร่วงพรูไป กลับกลายเป็นลูกจ้าง ไร่นาหาไม่ ได้อาศัยเขาบ้าง หรือมิฉะนั้นนายห้าง ก็หาที่อยู่ให้ (ลูกคู่) แรงงานไทย เจ้าศิวิไลซ์ไปจากนา ที่ดินทวีค่า ตัวเจ้าก็น่าจนจริง เจ้าแรงงานเอย เปลี่ยนจากงานบ้าน กลายเป็นงานฉุกละหุก บ่อทองบ่อเงิน บ่อน้ำมันเมืองดีบุก บ่อพลอยพลอยสนุก หรือพลอยทุกข์ก็ตามที ฯลฯ นักกลอนรุ่นหลังเจริญรอยตาม ครูเทพ หลายคน เช่น สุจินต์ วงษ์เทศ นำเพลงกล่อมเด็กคือเพลง วัดโบสถ์ มาแต่งเป็นบทกวีครวญถึงเจ้าขุนทอง ซึ่งหมายถึงวีระชน 14 ตุลาคม 16 (หน้า 82) นอกจากนั้นยังมีนักกลอนอื่นอีก เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ในชุด เพียงความเคลื่อนไหว เป็นต้น 2.2 การลดความเคร่งครัดในฉันทลักษณ์ ข้อแตกต่างที่ชัดเจน คือ จำนวนคำอาจมากกว่าหรือน้อยกว่าที่กำหนด ไม่นิยมสัมผัสแพรวพราวอย่างสุนทรภู่ คงสัมผัสนอกเอาไว้ในส่วนคำฉันท์ไม่ยึดเสียงครุ ลหุ ตามแบบตายตัวนัก ตัวอย่าง ร้อยกรองที่ไม่เคร่งครัดฉันทลักษณ์ (กลอนแปด)
ปัญญามีขายที่นี่หรือ จะแย่งยื้อซื้อได้ที่ไหน อย่างที่โก้หรูหราราคาเท่าใด จะให้พ่อขายนามาแลกเอา
2.3 การสร้างฉันทลักษณ์ใหม่ ไม่ยึดรูปแบบกลอนเดิม พยายามสร้างฉันทลักษณ์ใหม่ พบว่ามี 11 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1. บทที่หนึ่งมี 2 วรรค วรรคละ 10 คำ คำสุดท้ายของวรรค ในแต่ละบทมีเสียงสัมผัสกัน แบบที่ 2. บทที่หนึ่งมี 3 วรรค วรรคละ 5-7 คำ คำสุดท้ายของแต่ละวรรคสัมผัสกันแต่ไม่มีการสัมผัสระหว่างบทช่วงการอ่าน แบบที่ 3. คล้ายกลอนแปด บทหนึ่งมี 4 วรรค คำสุดท้ายของวรรคที่ 1 ส่งสัมผัสไปยังคำใดคำหนึ่ง ในวรรคที่ 2 และคำสุดท้าย ของวรรคที่ 2-3-4 สัมผัสกัน แบบที่ 4. บทที่หนึ่งมี 4 วรรค วรรคละ 5-9 คำ การสัมผัสจะแบ่ง 4 วรรคนี้ออกเป็น 2 คู่ คือ คำสุดท้ายของวรรคที่ 1 ส่งสัมผัส ไปยังคำที่ 2-6 ของวรรคที่ 2 วรรคที่ 3 และ 4 ก็เป็นเช่นเดียวกัน และคำสุดท้ายของวรรคที่ 2 และ 4 สัมผัสกัน ไม่มีสัมผัสระหว่างบท แบบที่ 5. บทหนึ่งมี 4 บาท บาทละ 4-5 คำ คำ-สุดท้ายของวรรคที่ 1 สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่3 ส่วนคำสุดท้ายของ วรรคที่ 2 สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ 4 แบบที่ 6. บทหนึ่งมี 5 วรรค คำสุดท้ายของแต่ละวรรคส่งสัมผัสกันหมด เสียงสูงต่ำแตกต่างกัน แบบที่ 7. บทหนึ่งมี 4 วรรค วรรคละ 2-13 คำ คำสุดท้ายของวรรคที่ 1-2-3 สัมผัสกันหมด และส่งสัมผัสมาถึงคำที่ 2 ของวรรคที่ 4 ด้วย แบบที่ 8. มีลักษณะคล้ายๆ กลอนแปด 1 บท มี 4 วรรค วรรคแรกมี 2 คำ วรรคที่ 2-3-4 มี 4 คำ แบบที่ 9. มีลักษณะเหมือนร่าย แบบที่ 10. รูปแบบคล้านกลอน บทหนึ่งมี 3 วรรคบ้าง 5 วรรคบ้าง มีการส่งสัมผัสในบท แบบที่ 11. ใช้เล่นคำจังหวะกระแทกกระทั้นเหมือนกัน ต่อไป
เป็นตัวอย่างฉันทลักษณ์ใหม่ทั้ง 11 แบบ ไดอาแกรม: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 (วรรคที่ 1) O O O O OO O O O O บทที่ 1 อำนาจเป็นความใฝ่ฝันของลูกผู้ชาย (วรรคที่ 2) O O O O OO O O O O สำหรับลูกผู้หญิงความจริงที่สวยสบาย (วรรคที่ 3) O O O O OO O O O O บทที่ 2 ใครมีอำนาจคนนั้นมีแต่ความสุข (วรรคที่ 4) O O O O OO O O O O ใครที่สบายคนนั้นก็หายทุกข์
แบบที่ 2 หลักการ : บทหนึ่งมี 3 วรรค วรรคละ 5-7 คำ คำสุดท้ายของแต่ละวรรคสัมผัสกันแต่ไม่มีการสัมผัสระหว่างบทช่วงการอ่าน
วรรค 1/1 O O O O O O O วรรค 2/1 O O O O O O O วรรค 3/1 O O O O O O O วรรค
1/2
O
O O O O O O วรรค 2/2 O O O O O O O วรรค 3/2 O O O O O O O แบบที่ 3 หลักการ : คล้ายกลอนแปด บทหนึ่งมี 4 วรรค คำสุดท้ายของวรรคที่ 1 ส่งสัมผัสไปยังคำใดคำหนึ่งในวรรคที่ 2 และคำสุดท้าย ของวรรคที่
ผังแสดงการสัมผัส วรรค
1
O
O O O O O O O O
ฉันได้ยินเสมอคำพูดประโยคนั้น วรรค 2 O O O O O O O O O 1 บท ฟังดูมันเด็ดขาดน่าเกรงขาม วรรค 3 O O O O O O O O O ผู้พิพากษาย่อมตัดสินใจไปตามเนื้อความ วรรค 4 O O O O O O O O O ใครอย่าได้ขังขาว่าไม่งาม แบบที่ 4 หลักการ : บทหนึ่งมี 4วรรค วรรคละ 5-9 คำ การสัมผัสจะแบ่ง 4 วรรคนี้ออกเป็น 2 คู่ คือ คำสุดท้ายของวรรคที่ 1 ส่งสัมผัสไปยัง คำที่ 2-6 ของวรรคที่ 2 วรรคที่ 3 และ 4 ก็เป็นเช่นเดียวกัน และคำสุดท้ายของวรรคที่ 2 และ 4 สัมผัสกัน ไม่มีสัมผัสระหว่างบ แบบที่ 5 หลักการ : บทหนึ่งมี 4 วรรค วรรคละ 4-5 คำ คำ-สุดท้ายของวรรคที่ 1 สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ 3 ส่วนคำสุดท้าย ของ วรรคที่ 2 สัมผัสกับคำสุดท้ายของ วรรคที่ 4 แบบที่ 6 หลักการ : บทหนึ่งมี 5 วรรค คำสุดท้ายของแต่ละวรรคส่งสัมผัสกันหมด เสียงสูงต่ำแตกต่างกัน วรรค 1 OOOOOOOOO (อ่านไม่ออก) วรรค 2 OOOOOOOOO วรรค 3 OOOOOOOOO วรรค 4 OOOOOOOOO วรรค 5 OOOOOOOOO แบบที่ 7 หลักการ : บทหนึ่งมี 4 วรรค วรรคละ 2-13 คำ คำสุดท้ายของวรรคที่ 1-2-3 สัมผัสกันหมด และส่งสัมผัสมาถึงคำที่ 2 ของวรรคที่ 4 ด้วย แบบที่ 8 หลักการ : มีลักษณะคล้ายๆกลอนแปด 1 บท มี 4 วรรค วรรคแรกมี 2 คำ วรรคที่ 2-3-4 มี 4 คำ คำท้ายของวรรค 2 สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรค 3 และคำสุดท้ายของ วรรค 3 สัมผัสกับคำที่ 2 ใน วรรค 4 และคำสุดท้ายของวรรค 4 จะส่งสัมผัสกับคำคำสุดท้ายของวรรค 2 ในบทถัดไป
วรรค 1-2 ๐๐ ๐๐๐๐ ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน วรรค 3-4 ๐๐๐๐ ๐๐๐๐ บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ วรรค 1-2 ๐๐ ๐๐๐๐ สีขาว หนุ่มสาวจะใฝ่ วรรค 3-4 ๐๐๐๐ ๐๐๐๐ แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา วรรค 1-2 ๐๐ ๐๐๐๐ เรียนรู้ ต่อสู้มายา วรรค 3-4 ๐๐๐๐ ๐๐๐๐ ก้าวไปข้างหน้า เข้าหามวลชน แบบที่ 9 หลักการ: มีลักษณะเหมือนร่ายคำสุดท้ายของวรรคแรกส่งสัมผัสไปยังคำใดคำหนึ่งในวรรคต่อไป บทหนึ่งมีตั้งแต่ 5-8 วรรค วรรคหนึ่งๆมีตั้งแต่ 5 ถึง 10 คำ ขึ้นไป วรรค 1 ๐๐๐๐๐ มะม่วงสุดลูกใหญ่ วรรค 2 ๐๐๐๐๐ แก้มซ้ายแหว่งก่อน วรรค 3 ๐๐๐๐๐ แก้มขวาแหว่างตาม วรรค 4 ๐๐๐๐๐ ลามไปทีละนิด วรรค 5 ๐๐๐๐๐ แหวงเว้าเป็นรอยฟัน วรรค 6 ๐๐๐๐๐ ผลัดกันกัดคนละที วรรค 7 ๐๐๐๐๐ แล้วเงยหน้ามายิ้มหัว แบบที่ 10 หลักการ : รูปแบบคล้ายกลอน บทหนึ่งมี 3 วรรคบ้าง 5 วรรคบ้าง มีการส่งสัมผัสในบท วรรค 1 ๐๐๐๐๐ เหลืองเหลืองปลิวไป วรรค 2 ๐๐๐๐๐ ฉิวหวิวไหวไหว วรรค 3 ๐๐๐๐๐ สงฆ์ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนสอง วรรค 1 ๐๐๐๐๐ ฉิวฉิวปลิวผ่านหน้า วรรค 2 ๐๐๐๐๐ ขรมเสียงด่าว่า วรรค 3 ๐๐๐๐๐ ไล่หลังสงฆ์สิงห์มอเตอร์ไซค์ วรรค 4 ๐๐๐๐๐ โยนฟอนน้อมไหว้ วรรค 5 ๐๐๐๐๐ โยมแม่จะขาดใจแล้วพระเอ แบบที่ 11 หลักการ : ไล่เล่นคำ จังหวะกระแทกกระทั้นเหมือนฉันท์ เช่น อิทิสังข์ฉันท์ วรรค 1 ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ ตะขลุกตะขลักสะบักสะบอมกระมอมกระแมม วรรค 2 ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ เมื่อไหร่หลังคาจะโผล่จะแพลม วรรค 3 ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ หลอมแหลมรำไรสักหลังสองหลัง วรรค 1 ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ เกวียนจะถึงครึ่งของครึ่งทางหรือยัง วรรค 1 ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ เกวียนกระแทกกันแทบจะพัง วรรค 1 ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ ลุงตอบว่ายังอีกหน่อยอีกร้อยหมาเยี่ยว |
|
ในหัวข้อนี้มีเรื่องศึกษาหลักๆ
3 เรื่อง คือ
3.1ความหมายของ
Theme
โดยทั่วไป
3.2ความหมายตามที่
กุหลาบ มัลลิกะมาส ให้ไว้
3.3ตัวอย่างของ
Theme
จากวรรณกรรมชีไรท์ 3.1ความหมายของ Theme โดยทั่วไป ในการรังสรรค์งานเขียนขึ้นมาชิ้นหนึ่ง นักเขียนย่อมมีความตั้งใจอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะ ถ่ายทอดความคิดหรือทัศนะของเขาผ่านเรื่องราวที่เขียนสู่ผู้อ่าน ความตั้งใจหรือทัศนะอย่างนี้เรียกว่า แรสคิด หรือ Theme นักวิชาการบางคนเรียกว่า สารัตถะ หรือ แก่นของเรื่อง 3.2ความหมายตามที่ กุหลาบ มัลลิกะมาส ให้ไว้ กุหลาบ มัลลิกะมาส ให้ความหมายของ สารัตถะ ไว้ใน หนังสือ วรรณคดีวิจารณ์ ความตอนหนึ่งว่า คือความลักษณะอันเป็นวิสัยธรรมดา ธรรมชาติของโลกมนุษย์ที่ผู้แต่ง (เรื่อง) มองเห็นและมุ่งหมายที่จะแสดงลักษณะนั้นออกมาให้ปรากฏแก่ผู้อ่าน สารัตถะของเรื่องจึงเป็น สาร message ที่ผู้แต่งสื่อมายังผู้อ่าน แสดงให้เข้าใจว่าวิถีทางแห่งโลกเรานี้ หรือมนุษย์เรานี้ เป็นเช่นนี้แหละ 3.3ตัวอย่างของ Theme จากวรรณกรรมชีไรท์ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง แนวคิด หรือ สารัตถะ หรือ theme จากวรรณกรรมชีไรท์ 3.3.1 นวนิยายเรื่อง เจ้าจันท์ผมหอม ของมาลา คำจันทร์ เรื่อง เจ้าจันท์ผมหอม มีแนวคิดสำคัญคือ การค้นหาสัจจะหรือความจริงอันเป็นสาระของชีวิตที่จะเกิดกับใครก็ได้ ในเรื่องนี้ผู้เขียนเลือกเสนอผ่านชีวิตเจ้าล้านนาองค์หนึ่งในช่วงเวลาที่มี การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผู้เขียนเสนอนิยายเรื่องนี้โดยเล่าเรื่องการเดินทางไปไหว้พระธาตุอินแขวนของตัวเอก คือเจ้าจันท์ผู้ม ีความรู้สึกและความปรารถนาที่ขัดแย้งกันอยู่ในใจตลอดเวลา จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง เจ้าจันท์จึงประจักษ์ถึงสัจจะธรรม ของชีวิต เห็นความแตกต่างระหว่างความจริงแท้ กับภาพมายา ก่อนการตัดสินใจครั้งสุดท้าย 3.3.2 นวนิยายเรื่อง เวลา ของ ชาติ กอบจิตติ สำหรับเรื่อง เวลา ชาติ กอบจิตติเสนอแนวคิดเกี่ยวกับชีวิต ว่าแท้ ที่จริงแล้วไม่มีอะไร โดยเสนอให้เห็นภาพชีวิตของคนชราจำนวนหนึ่งที่มาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายร่วมกันในเรือนพยาบาลของสถาน สงเคราะห์คนชรา ในบรรยากาศของความสิ้นหวัง แต่คนชราเหล่านั้นยังมีความหวัง การรอคอยความห่วงใย และความรัก โดยม ีเวลาเป็นผู้กำหนดจังหวะชีวิต เป็นการนำเสนอแนวคิดที่แสดงสัจจะธรรม มีลักษณะที่ริเริ่มสร้างสรรค์ 3.3.3 ข้อสรุปจากตัวอย่างของ Theme ในวรรณกรรมชีไรท์ เจ้าจันท์ผมหอม และ เวลา ต่างเป็นนวนิยายที่ผู้แต่งมีเจตจำนงที่จะเน้นให้เห็นวิถีทางของโลกและชีวิตของมนุษย์ตามนัยต่างๆ ขณะที่เรื่องดำเนินไป เมื่ออ่านจบแล้วจะเกิดความเข้าใจเชิงสรุปว่า ชีวิตเป็นเช่นนี้ตามธรรมชาติวิสัยมนุษย์ หากอ่านเรื่องประเภท ตื่นเต้นสยองขวัญ หรือ เรื่องตลกขบขันบางเรื่องก็จะไม่มีสารัตถะหรือแนวคิดสำคัญ เพราะมุ่งให้ความบันเทิงโดยไม่มุ่งหวัง ให้เห็นวิถีโลก ปรัชญาที่ใช้เป็นแนวในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ งานเขียนประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น หรือร้อยกรอง ที่จัดว่าเป็นงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าได้แก่งานเขียนที่ แสดงความลึกซึ้ง หยั่งเห็นอย่างถ่องแท้ ลักษณะชีวิตมนุษย์เป็นงานที่มีคุณค่าในการเสนอปรัชญาชีวิต เป็นที่น่าสังเกต ปรัชญาที่ แฝงอยู่ในงานเขียนของนักเขียนไทยมักเป็นปรัชญาทางพุทธศาสนาเสียเป็นส่วนใหญ่ เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง จึงเกิดความ พยายามแหวกวงล้อมดั้งเดิมออกไปสู่แนวคิดใหม่ โดยนำแนวนิยมในการแต่งแบบตะวันตกมาใช้ แนวปรัชญาแบบตะวันตกที่นักเขียนนำมาใช้มีทั้งหมด
6 แนว ดังนี้
1.
แนวคิดแบบสัจจะนิยม (Realism) เป็นงานเขียนแสดงความจริงของชีวิตทุกแง่ทุกมุม ถ้าเป็นร้อยแก้วหรือเรื่องเล่าสะท้อนให้เห็นสภาพจิตใจของตัวละคร ถ้าเป็นร้อยกรอง สะท้อนความจริงของสังคมทั้งด้านดีและด้านร้าย
2.
แนวคิดแบบธรรมชาตินิยม (Naturalism) เป็นแนวคิดแยกมาจากสัจจะนิยม เน้นชีวิตด้านทุกข์ยาก เศร้า หม่น หมอง มักเป็นชีวิตคนต่ำต้อย หรือเสียเปรียบไม่เท่า ทันมนุษย์อื่น ปรัชญานี้เน้นว่ามนุษย์เป็นผู้รับเคราะห์จากพลังผลักดันอย่างหนึ่ง หรือจากสถานการณ์กำหนดลิขิตชีวิตให้เป็นเช่นนั้น เช่นนี้ มนุษย์ไม่อาจดิ้นรนให้พ้นจากอำนาจไปได้ สิ่งที่กำหนดชีวิตนี้ ไม่ใช่อำนาจเทวดา อาจเป็นพันธุกรรม ภาวะเศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม เช่นเรื่อง ฟ้าบ่อกั้น ของ ลาวคำหอม สะท้อนความรำเค็ญของคนชนบทห่างไกลความเจริญ หรือเรื่องที่ได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์กันมากในปี 2593 คือ เรื่อง สัญชาติญาณมืด ของ อ.อุดากร เป็นเรื่องที่มนุษย์สมสู่กับสัตว์ จัดอยู่ในประเภท ธรรมชาตินิยมเช่นกัน z
3.
แนวคิดแบบสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) สัญลักษณ์คือสิ่งแทน แนวคิดแบบนี้จึงใช้สิ่งแทน แทนกล่าวถึงตรงไปตรงมา สิ่งแทนมักเป็นสิ่งที่เข้าใจกันทั่วไป เช่น ดอกไม้สีขาว แทนความบริสุทธิ์ของสตรี งูพิษเป็นสัญลักษณ์ของคนชั่วร้ายที่รอบทำร้ายศัตรูอย่างเงียบๆ ดังลำนำชื่อ คำประกาศของก้อนศิลา ของศิวกานท์ ปทุมสูตรใน สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับ 19 เม.ย. 2537 ต่อไปนี้ ฉันคือก้อนศิลา
ผู้ซึ่งอุทิศวิญญาณเป็นรากฐานเจดีย์ ฉันจึงพร้อมที่จะหนุนส่งอิฐทุกก้อนซึ่งเกิดจากดินเดียวกัน
ให้ก่อชั้นขึ้นสู่ยอดสูงสุดและยอดเจดีย์ของฉัน ต้องประดับด้วยวัชรมณีอันฟูมฟักเนื้อจากกาลเวลาแห่งโคตรกูลเท่านั้น! 4.
แนวคิดแบบฮิวแมนนิสม์ (Humnism) เป็นแนวการเขียนที่เน้นความคิดที่ว่า มนุษย์ รวมทั้งพฤติกรรมและประสบการณ์ของมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เช่น สิ่งแวดล้อมเลวร้ายก็เพราะน้ำมือของมนุษย์ บ้านเมืองงดงามก็เพราะฝีมือของมนุษย์ ความรักของหญิงชายเกิดขึ้นเพราะได้เห็นน้ำใจที่เอื้ออาทร ต่อกันของมนุษย์ เป็นต้น 5.
แนวคิดแบบเอกซิสเทนเชียลลิสม์ (Existentialism) เป็นแนวคิดที่แสดงความอิสรเสรีของมนุษย์ในการเลือกชีวิตของตนเอง เริ่มแรกนักเขียนกลุ่มนี้เริ่มสงสัยในค่านิยมเก่า ว่าจะ เหมาะสมกับคนในปัจจุบันเพียงไร คือสงสัยในเรื่อง กรอบธรรมเนียมประเพณีแม้แต่ศีลธรรม ที่คนรุ่นเก่ายึดถือ และคนรุ่นใหม่ก็ถูกกำหนดให้เป็นไปอย่างคนในอดีตที่เห็นว่าดี ถูกต้อง พวกเขาสงสัยว่า ความถูกต้อง ความดีงาม คืออะไรกันแน่จึงแสวงหาแนวคิดที่ อิสระที่จะปฏิบัติและดำเนินชีวิต งานตามแนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในบทความบ้าง กลอนบ้าง เรื่องสั้นบ้าง เช่นเรื่อง ถนนนำไป สู่ความตาย ของวิทยากร เชียงกูล นับเป็นเรื่องหนึ่งที่สร้างความสนใจมากในยุค 14 ตุลาคม 2516 6.
แนวคิดแบบแอบเสิร์ด (Absurd) เป็นลักษณะความคิดที่เชื่อว่าโลดนี้ไร้ความหมาย ไร้ความน่าเชื่อถือ กฎเกณฑ์ต่างๆที่เคยเชื่อถือกันมาแต่อดีตเป็นเรื่องไร้สาระ ไร้เหตุผลและไม่มีประโยชน์ มนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างยุ่งยาก ยุ่งเหยิงและไม่แน่นอน พระเจ้าที่มนุษย์คิดว่ามีและคอยช่วยเหลือนั้นเป็น เรื่องไม่จริง มนุษย์ไม่สามารถหวังความช่วยเหลือจากพรเจ้าหรือผู้อื่นนอกจากตนเองและเมื่อมนุษย์สามารถรับสิ่งต่างๆดังกล่าวได้ แล้ว มนุษย์จึงจะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข แนวคิดนี้มีผู้นำมาเขียนเรื่องสั้นคือ สุชาติ สวัสดิศรี ในชุด ความเงียบ ได้รับการวิจารณ์ว่า ยากแก่การทำความเข้าใจ (ดวงมณี พาหาญ ใช้เป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ มหาบัณฑิต ภาคภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มศว.โดย การวิเคราะห์ผลงานแนว แอบเสิร์ดในเรื่องสั้นของสุชาติ สวัสดิศรี ดังกล่าว) บทสรุป 1.ปรัชญาต่างๆ(ทั้ง6ข้อ)ช่วยให้มุมมองนักเขียนกว้างขึ้น
และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิชานี้ 2.การนำเสนองานเขียนในรูปแบบใดก็ตาม นักเขียนต้องคำนึงถึงว่าจะสามารถสื่อความหมายกับ ผู้อ่านได้หรือไม่
ถ้าไม่แม้งานนั้นจะมีคุณค่าก็ไม่เกิดประโยชน์และนับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย 3.ยิ่งถ้าผู้เขียนสับสนต่อมุมมองของตนเอง
ผู้อ่านก็ยิ่งงุนงงว่าจะได้อะไรจากการอ่าน 4.ต้องไม่ลืมว่างานเขียนที่แฝงไว้ด้วยปรัชญา ไม่ใช่งานเขียนที่สนุกหรือให้ความบันเทิง แต่ให้ แนวคิด 5.ดังนั้นถ้าผู้อ่านคิดไม่ออก
ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรที่จะอ่านต่อ 6.ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงต้องหากลวิธีการนำเสนอให้น่าสนใจ
งานเขียนจึงจะได้รับการตอบสนอง ความคิดสร้างสรรค์ในด้านการนำเสนอ การนำเสนอเนื้อหาในภาพรวมสามารถเสนอในสื่อสิ่งพิมพ์อันได้แก่หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ในรูปบทความ บทวิจารณ์ สารคดี คอลัมน์ เรื่องเล่า เรื่องสั้น ร้อยกรอง เพื่อประสบความสำเร็จในการนำเสนอ นักเขียนพึงตระหนักในการนำเสนอเพื่อไม่ให้ ซ้ำกันในประเด็นต่างๆต่อไปนี้ 1.การตั้งชื่อเรื่อง หรือคอลัมน์ 2.แนวเรื่อง 3.รูปแบบการนำเสนอ การนำเสนอเนื้อหาในภาพรวมสามารถเสนอในสื่อสิ่งพิมพ์อันได้แก่หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ในรูปบทความ บทวิจารณ์ สารคดี คอลัมน์ เรื่อเล่า เรื่องสั้น ร้อยกรอง เพื่อประสบความสำเร็จในการนำเสนอ นักเขียนพึงตระหนักในการนำเสนอเพื่อไม่ให้ ซ้ำกันในประเด็นต่างๆต่อไปนี้ 1.
การตั้งชื่อเรื่อง หรือคอลัมน์ 1.1การตั้งชื่อคอลัมน์เพื่อหาเอกลักษณ์ นักเขียนจะสร้างสรรค์ชื่อคอลัมน์ให้แตกต่างไปจากผู้อื่น ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ในอดีต ก็เช่น จอดป้ายมติชน ซอยสวนพลู ก้างตำคอ ยังมีชื่ออีกมากมายที่สามารถนำมาเป็นชื่อคอลัมน์ 1.2ชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องก็เช่นเดียวกัน ชื่อบทความ ชื่อสารคดี และชื่อเรื่องสั้น จะต้องแปลก เตะตา สะดุดใจ เพื่อให้ ผู้อ่านติดตามอ่าน ดังจะกล่าวในรายละเอียดเมื่อกล่าวถึงเรื่องนั้น 2.แนวเรื่อง แนวการเสนอเรื่องมีหลักการสำคัญ คือ สร้างสรรค์เรื่องให้มีแนวของตนเอง จัดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทาย และ ทำได้ไม่ยากอะไร เพราะเรื่องราวในชีวิตของมีมากมายเขียนได้ไม่รู้จบสิ้น เช่น เรื่องดอกไม้เรื่องเดียว สามารถหาแนวเรื่องได้ หลายแนว ตัวอย่างเช่น อาจเลือกเขียน ดอกไม้ในวรรณคดี การจัดดอกไม้ ดอกไม้กับผู้หญิง เป็นต้น นิตยสาร สกุลไทย มีคอลัมน์ ถนนสายดอกไม้ นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับดอกไม้น่าสนใจมากมายหลายเรื่อง ควบคุม คอลัมน์โดยจิตรา ก่อนันทเกียรติ 3.รูปแบบการนพเสนอ งานเขียนแต่ละประเภทมีรูปแบบการเขียนเฉพาะอย่าง แนวคิดในการเขียนในการนำเสนอเชิงสร้างสรรค์ได้กล่าวถึง ไปแล้ว ส่วนรูปแบบการเขียนเฉพาะของแต่ละงานเขียนจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป สรุป ความคิดสร้างสรรค์ในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ต้องประกอบไปด้วยการสร้างสรรค์คำ ฉันท์ลักษณ์ แนวคิดและรูปแบบการนำเสนอ ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งอาจทำให้งานเขียนนั้นไม่เข้า ข่าย
สร้างสรรค์
และถูกประเมินโดยคนอ่านว่าไม่น่าสนใจ และละเว้นที่จะอ่านเท่ากับความคิดของผู้เขียนที่ตีแผ่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์นั้นสูญเปล่า
|
|
การเขียนบทวิจารณ์ ความหมายของบทวิจารณ์ รื่นฤทัย สัจพันธ์ อธิบายว่า คือการแสดงทัศนะ ความคิด ทั้งด้านบวกและด้านลบ หรือทั้งข้อดีและข้อบกพร่อง การวิจารณ์ที่ดีต้องมีเหตุผล ไม่ใช่มาจากความรู้สึกเท่านั้น เพราะถ้ามาจากความรู้สึกจะมีอคติมากกว่าธรรมดาทั่วไป ปกติ การวิจารณ์ย่อมีความนิยมส่วนตัวเข้ามาปนบ้าง
แต่อย่าให้มากเกินไป เพราะจะทำให้การวิจารณ์นั้นขาดความหน้าเชื่อถือ สรุปความหมายของบทวิจารณ์ บทวิจารณ์ เป็นงานเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น ต่อสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ทั้งด้านบวกและด้านลบ หรือทั้งติ ทั้งชม โดยยึดหลักความเที่ยงธรรมหลังจากพิจารณารอบคอบแล้ว บทวิจารณ์จะก่อให้เกิดปัญญา การเรียนรู้ และการแก้ไขใน สิ่งที่บกพร่อง งานทุกอย่างถ้าขาดการวิจารณ์ผู้ทำงานย่อมไม่รู้ตัวว่าตนบกพร่องอย่างไร จึงจะยังคงทำงานไปเช่นนั้น ไม่มีการ เปลี่ยนแปลง
ความเจริญหรือสิ่งที่ดีกว่าย่อมไม่เกิด ชนิดของบทวิจารณ์ เสถียรโกเศศ หรือ พระยาอนุมานราชธน ได้แบ่งชนิดบทวิจารณ์ในหนังสือ การศึกษาวรรณคดีในแง่วรรณศิลป์ ไว้ว่า มีอยู่
3 ชนิด คือ
1.จิตวิจารณ์
(lmpressionistic
Criticism)
เป็นการวิจารณ์ในแง่ของความรู้สึกของผู้วิจารณ์
2.อรรถวิจารณ์
(lnterpretative
Criticism)เป็นการวิจารณ์ในแง่การแปลหรือตีความ
3.วิพากษ์วิจารณ์(Judicial
Criticism)เป็นการวิจารณ์ในแง่ให้คำพิพากษา ระดับการวิจารณ์ การวิจารณ์ผลงานใด
ๆจะมีอยู่ 2 ระดับ 1.การพินิจ (Review) ผู้เขียนบทวิจารณ์เพียงแต่ให้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลงานที่ผู้วิจารณ์เขียนถึง รวมทั้งสรุปสาระ สำคัญ ๆ ของผลงานนั้นๆ เช่นผลงานด้านดนตรี ด้านละคร หรือหนังสือที่ออกใหม่แต่ การพินิจไม่ก้าวไปถึงการแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์
หรีอประเมิงคุณค่าผลงานนั้น ๆ 2.การวิพากษ์วิจารณ์(Criticism) เป็นข้อเขียนในเชิงประเมินคุณค่า (Judgement) และเปรียบเทียบกับผลงานอื่นใน ประเภทเดียวกัน ผู้เขียนบทวิจารณ์ในลักษณะนี้มักจะเป็นผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เพราะต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์
และความชำนาญในศาสตร์นั้น ๆ มาอธิบายและชี้ให้เห็นคุณค่าของผลงานที่วิจารณ์ คุณสมบัติของผู้วิจารณ์
ผู้ที่จะเขียนบทวิจารณ์ควรมีคุณสมบัติต่อไปนี้
1.ต้องมีความรอบรู้
มีความรอบรู้ในเรื่องที่จะวิจารณ์ 2.ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของวงการที่จะวิจารณ์ ต้องติดตาม อ่าน ฟัง ชม เพื่อให้มีมุมมองกว้าง การติชมจึง จะเกิดความเป็นธรรม 3.ต้องมีญาณทัศน์ มีความคิดเฉียบแหลม หยั่งรู้ถึงแก่นของเรื่อง ไม่พิจารณาแต่เพียงผิวเผินแล้วด่วนสรุปเอาง่าย ๆ เพื่อฝึกฝนควรรองตั้งคำถาม
ตั้งสมมติฐาน และติดตามหาคำตอบด้วยความตั้งใจ 4.มีความเที่ยงธรรม เป็นกลาง ไม่ใช่ชมเพราะเป็นเพื่อน ญาติ คนรู้จัก หรือพวกเดียวกัน ไม่ติเพราะไม่ชอบ ไม่ถูก รสนิยมผู้เขียน
ต้องตัดอคติออกไป เอาเหตุผลและหลักการมาเป็นที่ตั้ง รื่นฤทัย สัจจพันธ์ อธิบายว่า คือการแสดงทัศนะ ความคิดทั้งด้านบวกและด้านลบ หรือทั้งข้อดีและข้อบกพร่องการวิจารณ์ ที่ดีต้องเหตุผล
ไม่ใช่มาจากความรู้สึกเท่านั้น เพราะถ้ามาจากความรู้สึก จะมีอคติมากกว่าธรรมดาทั่วไป
ปกติ การวิจารณ์ย่อมีความนิยมส่วนตัวเข้ามาปนบ้าง แต่ต้องไม่ให้มากเกินไป
เพราะจะทำให้การวิจารณ์นั้นขาดความหน้าเชื่อถือ จริยธรรมของผู้เขียนบทวิจารณ์ จริยธรรมของผู้วิจารณ์คงยึดหลัก
4 ประการที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อกันที่อริสโตเติ้ล กล่าวไว้เมื่อนานมาแล้ว
คือ
1.ความรอบคอบ(Prudence)
2.ความรู้จักประมาณ(Temperance)
3.กวามกล้าหาญ(Courage)
4.ความยุติธรรม(Justice) ประเภทของบทวิจารณ์
งานที่นำมาวิจารณ์สามารถแยกได้เป็นประเภทใหญ่
ๆ ได้ 3 ประเภท คือ
1.การวิจารณ์งานทางวิชาการ
2.การวิจารณ์งานทั่วไป
3.การวิจารณ์งานวรรณกรรม หลักเกณฑ์ทั่วไปของการวิจารณ์
การวิจารณ์โดยทั่วไปไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว
แต่ยังพอมีแนวทางอยู่บ้างดังต่อไปนี้
1.ตามมาตรฐานที่ยึดถือมาแต่เดิม(Classical
Method)
2.ยึดถือตามแนววิธีการรายงาน(Reportorial
Method)
3.ยึดถือตามลักษณะของงาน(Panaramic
Method)
4.ยึดถือตามความประทับใจ(Impressionistic
Method) แนวการวิจารณ์วรรณกรรม 1)ความหมายของ
วรรณกรรม
ในที่นี้หมายถึงงานเขียนทุกประเภทได้แก่
1.งานวิชาการ
เป็นงานเขียนเสนอความรู้และความคิดในรูปของตำรา เอกสารประอบการสอน งานวิจัยในสาขาต่างๆ
2.งานเขียนประเภทสารคดีเป็นงานที่ให้สาระและความเพลิดเพลิน
เช่น สารคดี บทความ ต่าง ๆ
3.งานเขียนประเภทบันเทิงคดี
ได้แก่ เรื่องสั้น นวนิยาย และบทกวี 2)หลักเกณฑ์ของการวิจารณ์วรรณกรรม
การวิจารณ์วรรณกรรมโดยทั่วไปมักจะเป็นการวิจารณ์หนังสือซึ่งมี
2 ระดับคือ
1.แนะนำหนังสือ
หรือ บรรณนิทัศน์ หรือ ปฏิทัศน์ (Book
Review)
2.บทวิจารณ์วรรณกรรม
หรือที่เรียกว่าบทวรรณกรรมวิจารณ์ |