โรงเรียนบ้านเสียวโคกกลาง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 4
ประวัติโรงเรียน ข้อสอบวิชาสุขศึกษา ข้อมูลนักเรียน สมุดเยี่ยม เวปบอร์ด คุยกับผู้จัดทำ
สพท.ขก. 4 การรับนักเรียน ปี 53 หลักสูตรแกนกลาง 2551 SP2 DATA ON WEB GPA
โครงการอาหารกลางวัน E-Book
8 กลุ่มสาระ
ห้องเรียนทันข่าว

.....ยินดีต้อนรับ..สู่รั้ว..โรงเรียนบ้านเสียวโคกกลาง....
ประชาสัมพันธ์โรงเรียน


นายทินกร พัฒนิบูลย์
ผู้อำนวยการ
นางสิริลักษ์
ค้อไผ่
ครูชำนาญการพิเศษ
นางอารีย์ แก้วโบราณ
ครูชำนาญการพิเศษ

นางอุษณี ไพบูลย์บรรพต
ครูชำนาญการพิเศษ

นางรำไพ
สาขา
ครูชำนาญการพิเศษ
นางพวงพยอม วรารัศมี
ครูชำนาญการพิเศษ
นางเยาวลักษณ์ สมบัวคู
ครูชำนาญการพิเศษ
นางอุไร
แสงเพชร
ครูชำนาญการ
นายคำพันธ์
ชัยอาสา
ครูชำนาญการพิเศษ
นางพวงผกา โสคำแก้ว
ครูชำนาญการพิเศษ
นางมะลิวัลย์
จันทวงษ์
ครูชำนาญการพิเศษ
นายเดชา โชติสุวรรณ์
ครูชำนาญการพิเศษ
จสอ.พงษ์ศิลป์ ราชสีห์
ครูชำนาญการ
นายเดช
จังหาร
ครูชำนาญการพิเศษ
นางนันทนา
พัฒนิบูลย์
ครูชำนาญการพิเศษ

นางพรสุดา
จิตกลาง
ครู

นางวรรณรัตน ์
ทายิดา
ครูชำนาญการ
น.ศ.อุบลวรรณ
บุตรจ้อม
ครูชำนาญการพิเศษ
น.ศ.ขวัญใจ
แก้วไชย
ครู
นางมัณฑนา
สีมุงคุณ
ครูธุรการ
นางลัดชดาวรรณ
นามวงษ์
พนักงานราชการ
นายเสถียร
ชินอ่อน
พนักงานบริการ

ประวัติโรงเรียน
โรงเรียนบ้านเสียวโคกกลางก่อตั้งและเปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2458 ครั้งแรกอาศัยเรียนที่ศาลาวัดชัยศรีบ้านเสียว มีชื่อว่า โรงเรียนประชาบาลตำบลวังชัย 2 (วัดชัยศรี) พระทองมี บุษราคัมเป็นครูใหญ่คนแรก สมัยขุนมหาวิชัย (นายจันทร์ อุตตรนคร) เป็นนายอำเภอน้ำพอง เก็บเงินบำรุงการศึกษาพลีเป็นค่าตอบแทนครู
พุทธศักราช 2495 เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น โรงเรียนวัดบ้านเสียว ได้รับงบประมาณ ก.ศ.ส. จำนวน 20,000 บาท มาดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนแบบ ป. 1 ขนาด 4 ห้องเรียน เสร็จเพียงชั้นยกร่างวางโครงและมุงหลังคา สถานที่ก่อสร้างเป็นที่สาธารณะ ที่ชาวบ้านโคกกลางสงวนไว้สร้างโรงเรียน จนกระทั่งวันที่ 3 มกราคม 2501 จึงได้ย้ายสถานที่เรียนจากวัดชัยศรีบ้านเสียว มาเรียนที่อาคารเอกเทศดังกล่าวและเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนบ้านเสียวโคกกลาง เพื่อให้เกิดความสมานสามัคคีทั้งสองหมู่บ้าน ต่อมาคณะครู และชาวบ้านได้จัดสรรงบประมาณสมทบอีก 15,000 บาท ต่อเติมอาคารที่ก่อสร้างค้างอยู่จนเสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. 2501 นั่นเอง
การเรียนการสอน เมื่อก่อตั้งครั้งแรกสอนเฉพาะภาษาไทย และเลขคณิต หลังพุทธศักราช 2464 ก็ได้สอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และปรับปรุงเรื่อยมา ในปีการศึกษา 2537 ทางราชการได้อนุมัติเปิดขยายโอกาสทางการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ปีงบประมาณ 2539 ได้ดำเนินการขออนุมัติใช้ที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน จำนวน 50 ไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ และได้ใช้เป็นสถานที่เรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ตั้งแต่ปีการศึกษา 2540 ปีการศึกษา 2541 โรงเรียนได้รบงบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนอีก 1 หลัง สร้างแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2542
ปีการศึกษา 2542 จึงได้นำนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6 ไปเรียนสถานที่แห่งใหม่
ปีการศึกษา 2543 ได้รับอนุญาตให้รื้อถอนอาคารเรียนสถานที่เดิมนำไปก่อสร้างอาคารเรียนแบบ สปช.รย.106/43 ขนาด 9 ห้องเรียน ที่สถานที่แห่งใหม่ แล้วเสร็จจึงได้ย้ายนักเรียนทั้งหมดมาเรียนที่สถานที่แห่งใหม่ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544
ปีงบประมาณ 2544 ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ แบบ สปช.206/26 จำนวน 1 หลัง
ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนได้รับเงินผ้าป่าจากผู้มีจิตศรัทธาและคณะครูในโรงเรียนบริจาค สร้างอาคารห้องสมุด 1 หลัง ขนาด กว้าง 9 เมตร ยาว 36 เมตร ผู้บริหารโรงเรียนคนปัจจุบันคือนายทินกร พัฒนิบูลย์ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน

ขนาดและที่ตั้ง
ก. โรงเรียนบ้านเสียวโคกกลาง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 13 บ้านเสียว ตำบลวังชัย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น 40140
ข. เนื้อที่ทั้งหมด 64 ไร่ 2 งาน
- พื้นที่โรงเรียนเดิม 6 ไร่ 2 งาน
- พื้นที่การเกษตร 8 ไร่
- พื้นที่โรงเรียนใหม่ 50 ไร่
ค. ระยะห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 4 ประมาณ 8 กิโลเมตร
 

 


โครงงานพืชสมุนไพร

โดย
นางสาวอิสรา สายทอง
นายสมพงษ์ ขันโยธา
นางสาวนัฐธิกา วินิจใส

เสนอ

คุณครูนันทนา พัฒนิบูลย์


โครงงานฉบับนี้เป็นส่วนงานของรายวิชาสุขศึกษา
โรงเรียนบ้านเสียวโคกกลาง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 4

คำนำ
โครงงานพืชสมุนไพรได้จัดทำขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมพืชสมุนไพรในการศึกษาของนักเรียนและผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพืชสมุนไพรไทย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อสามัญ ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่ออื่น ลักษณะ สรรพคุณ สาระน่ารู้ แบบทดสอบเพื่อสะดวกในการค้นหา มีเนื้อหาตรงกับความต้องการของผู้ใช้สามารถนำไปใช้ในการป้องกันแก้ปัญหาและเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยรักษาป้องกันโรคและเป็นประโยชน์ต่อตัวเองในชีวิตประจำวันได้
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงงานฉบับนี้คงเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาได้เป็นอย่างดี


สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการจุกเสียด แน่นท้อง
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เกิดจากการที่อาหารไม่ย่อยหรือย่อยไม่สมบูรณ์ การที่รับประทานอาหารย่อยยาก มีไขมันสูง อาหารสุกๆดิบๆ รสจัด หรือรับประทานเร็วเกินไปเคี้ยวไม่ละเอียด มีความเครียด ความกังวลอารมณ์เศร้าหมอง ทำให้อาหารย่อยไม่ดี จะเกิดลมในกระเพาะอาหารมากและดันขึ้นมาที่บริเวณยอดอก จึงเกิดอาการอึดอัดในท้อง จุกเสียด แน่น คลื่นไส้ เรอเหม็นเปรี้ยว อาเจียน ถ้าเป็นมากจะปวดท้องเกร็ง อาจท้องผูกหรือท้องเสียร่วมด้วยก็ได้ เพื่ออาหาร ปวดศีรษะและเป็นแผลร้อนในในปากด้วย
วิธีแก้ไข
ควรรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีก๊าซ เช่น น้ำอัดลม ถั่ว มะม่วง เป็นต้น และใช้สมุนไพรขับลมที่จะกล่าวถึงร่วมกับสมุนไพรช่วยย่อย เช่นเนื้อสับปะรดสด หัวกระเทียมสดหรือเหง้าขมิ้นชัน
กระชายใช้เหง้าและรากประมาณครึ่งกำมือ (สด 5-10 กรัม แห้ง 3-5 กรัม) ต้มพอเดือดเอาดื่ม หรือปรุงอาหารรับประทานได้
กระเทียม ใช้กระเทียม 5-7 กลีบ ซอยละเอียดรับประทานหลังอาหารทุกมื้อ
กระเพราเด็กอ่อนใช้ใบสด 3-4 ใบ ใส่เกลือเล็กน้อย บดให้ละเอียดผสมน้ำผึ้งหยอดให้เด็กอ่อนเพิ่งคลอด 2-3 หยด เป็นเวลา 2 วันจะช่วยขับลมและถ่ายขี้เทา สำหรับผู้ใหญ่ใช้ยอดสด 1 กำมือต้มพอเดือด ใช้ใบกระเพราแห้ง 1 กำมือ ( 4กรัม ) ใบสดใช้ 25 กรัม ชงกับน้ำดื่มเป็นยาขับลม หรือป่นเป็นผงครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ชงกับน้ำหรือใช้ใบสดแกงเลียงให้สตรีหลังคลอดรับประทาน
กระวานไทย ใช้ผลที่แก่จัด 6-10 ผล ชงกับน้ำครึ่งถ้วยแก้ว
กานพลู ใช้ดอกตูมแห้ง 5-8 ดอก บดเป็นผงชงน้ำดื่ม หรือใช้ดอกตูมแห้ง 1-3 ดอกใส่ในกระติกน้ำร้อน ที่ใช้ชงนมเด็กอ่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กท้องอืดท้องเฟ้อ
ข่า ใช้เหง้าสดหรือแห้ง ขนาดหัวแม่มือ (สดใช้ 5 กรัม แห้ง 2 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม หรือตำให้แหลก เติมน้ำหรือน้ำปูนใส ดื่มครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว
ขิงใช้เหง้าสดขนาดนิ้วหัวแม่มือต้มกับน้ำหรือใช้ผงขิงแห้งชงน้ำดื่ม
ขมิ้นชันล้างขมิ้นให้สะอาด (ไม่ต้องปอกเปลือก) หั่นเป็นชิ้นบางๆตากแดดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียดผสมกับ
น้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย เก็บในขวดสะอาด กินครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน บางคนกินขมิ้นแล้วท้องเสีย ให้หยุดยาทันที
ดีปลีใช้ผลแห้ง 3-4 ผล ชงน้ำดื่ม
ตะไคร้ ใช้ลำต้นและโคนใบแก่สด ทุบพอแหลก ประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ชงเอาน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือใช้ประกอบอาหาร
มะละกอรับประทานเป็นผลไม้ สับปะรดรับประทานเป็นผลไม้


สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวหน้า
ใบหน้า คือ ด่านแรกที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจของผู้พบเห็น แต่หลายๆคนกำลังประสบปัญหาผิวหน้าไม่เรียบสวย เพราะเม็ดสิวและรอยแห้งกร้านด้วยจุดด่างดำของกระและฝ้า จนต้องเสียเงินทองมากมายเพื่อเข้าสถานเสริมความงาม หรือหาซื้อยามารักษา จึงอยากแนะนำให้ใช้สมุนไพรพืชผักและผลไม้ที่มีอยู่ทั่วไป แต่มีคุณประโยชน์มากมายทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และสารบำรุงผิวธรรมชาติที่ช่วยดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นผ่องใสอ่อนไวอยู่เสมอ

1. ว่านหางจระเข้ (Aloe indica Royle)
คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ด้วย ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีแชมพูสระผม และเครื่องสำอางหลายอย่าง ที่ใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ และกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติสามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึม ทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้น ว่านหางจระเข้จึงถูกนำมาใช้ เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำ จะรู้สึกได้ชัดว่า ว่านหางจระเข้มีส่วนช่วย ให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิว และลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย
การใช้ว่านหางจระเข้ เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออก ใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใส ที่อยู่ภายใน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่า ตนเองจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาว ของว่านหางจระเข้ ทาตรงบริเวณโคนหู แล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง แสดงว่าแพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ ก็สามารถใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกัน เมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว จะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว
นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้าน และลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวมัน ก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้ง ก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวไว้ได้
2. งา (Sesamum indicum Linn. S. orientle. L)
เป็นพืชล้มลุก ให้เมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดงามีทั้งสีดำ และสีขาว ในเมล็ดงามีน้ำมันอยู่ ประมาณ 45-54% น้ำมันงามีกลิ่นหอมน่ารับประทาน วิธีใช้ โดยการนำเอาเมล็ดงาสด มาบีบน้ำมันงาออก โดยไม่ผ่านความร้อน ใช้ทาผิวหนัง เพื่อบำรุงผิวพรรณ ให้ผุดผ่อง ช่วนประทินผิวให้นุ่มนวล ไม่หยาบกร้าน
3. แตงกวา (Cucumis sativas Linn.)
จะมีวิตามินสูง ในผลแตงกวายังมีเอ็นไซม์ cryssin ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้ เอ็นไซม์ชนิดนี้ จะช่วยย่อยผิวหนังที่หยาบกร้าน ให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ที่อ่อนนุ่ม เกิดขึ้นมาแทนที่ บางคนใช้แตงกวาสด ผ่าเป็นชิ้นบางๆ วางบนใบหน้าที่ล้างสะอาด แทนน้ำแตงกวา ปัจจุบัน มีน้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอาง เช่น ครีมล้างหน้า ครีมทาตัว เพื่อช้วยให้ผิวไม่หยาบกร้าน และช่วยสมานผิว แตงกวาเป็นสมุนไพร ที่หาง่าย มีประโยชน์ ราคาถูก ใช้ติดต่อกับเป็นประจำ จะทำให้สวนสดชื่น มีน้ำมีนวล
4. มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum Mill.)
ในมะเขือเทศ จะมีสาร Curotenoid และมีวิตามินหลายชนิด น้ำจากผลมะเขือเทศสุก จะมีสาร licopersioin ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรีย และน้ำมะเขือเทศสด นำมาพอกหน้า จะรักษาสิวสมานผิวหน้าให้เต่งตึง หรืออาจจะฝานบางๆ แปะลงบนผิวหน้าก็ได้
5. ขมิ้นชัน (Curcuma Longa Linn.)
ในขมิ้น จะมีสาร Curcumin และมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราหลายชนิด ใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัว เพื่อให้มีสีเหลืองทอง ใช้บำรุงผิว และช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิด ได้อีกด้วย
6. น้ำผึ้ง (Apis dorsata)
ได้จากผึ้ง ประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส ฟรุคโตส ขี้ผึ้ง อัลบูมินอยด์ ละอองเกสรดอกไม้ และฮอร์โมนเอสโตรเจน จำนวนเล็กน้อย น้ำผึ้งใช้เป็นส่วนประกอบ ของเครื่องสำอาง ใช้พอกหน้า ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น น้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติช่วยสมานผิว น้ำผึ้ง เป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติ ที่ให้ประโยชน์สูง และหาง่าย นอกจากนี้ ยังใช้น้ำผึ้งบำรุงผม ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะช่วยบำรุงหนังศีรษะ และกระตุ้นการงอกของเส้นผม
7. มะขามเปียก (Tamarindus indica Linn)
มะขามเปียกมีประวัติการใช้มายาวนาน ช่วยชำระสิ่งสกปรกจากผิวหนัง เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ ในมะขาม จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนังได้ดี ปัจจุบัน ได้มีหญิงไทยจำนวนมาก ใช้มะขามเปียกผสมน้ำอุ่น และนมสดให้เข้ากันดี พอกบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นรอยด้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก ฝ่ามือ ที่มีรอยกร้านดำ และบริเวณรักแร้ ขาหนีบ เพื่อให้ผิวหนังที่เป็นรอยดำจางลง ทำให้ผิวขาวนุ่มนวลขึ้น และนมสดจะช่วยบำรุงผิว ให้นุ่มได้
สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า
ว่านหางจระเข้: บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว
แตงกวา:สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น
มะเขือเทศ: สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ
ขมิ้นสด: บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
กล้วยน้ำว้าสุก: บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนไว
หัวไชเท้า: ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย
ใบบัวบก: ลดรอยตีนกา
มะขามเปียก: บำรุงผิวหน้าขาวเนียน ลดรอยฝ้าจุดด่างดำ ชำระล้างสิ่งสกปรก
กล้วยหอม: ลดรอยเหี่ยวย่น ถนอมผิวหน้าให้ชุ่มชื่น
ทุเรียน: ลดปัญหาสิวเสี้ยน
มะนาว: ลดสีเข้มของกระบนใบหน้า
มะม่วงสุก: แก้ปัญหาฝ้าและสิว
แครอต: บำรุงผิวหนแต่งตึงสดใส
มะเขือเทศ: รักษาสิวหัวดำ ป้องกันรูขุมขนอุดตัน ทำความสะอาดผิวหน้า
สับปะรด: บำรุงผิวหน้าขาวใส และช่วยขจัดเซลล์ตายให้หลุดลอก
แตงโม: บำรุงผิวหน้าชุ่มชื่นสดใส
อาหารสมุนไพร หมายถึง สมุนไพรที่ให้ประโยชน์เป็นทั้งอาหารและยารักษาโรค ในแง่ของอาหาร สมุนไพรดังกล่าวสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายในการดำรงชีวิต เนื่องจากมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายอยู่ สารดังกล่าวได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ กรดอินทรีย์ ไวตามินและน้ำย่อย สารเหล่านี้ล้วนมีอยู่ในพืชแล้วทั้งสิ้น อาหารสมุนไพรอาจอยู่ในรูปของธัญญาหารและถั่วต่างๆ ผักผลไม้ เครื่องเทศ และเครื่องดื่มที่เตรียมมาจากสมุนไพร ในแง่ของยารักษาโรค อาหารสมุนไพรที่ใช้ขนาดที่พอเหมาะจะรักษาโรคได้ เช่นดอกอ่อนและยอดขี้เหล็กใช้แกงเป็นอาหาร ในขณะเดียวกันก็เป็นยาเจริญอาหาร และช่วยระบายด้วย กระเทียมเป็นเครื่องเทศที่ใช้แต่งกลิ่นอาหาร และออกฤทธิ์เป็นยาขับลม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ตลอดจนมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดได้ ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่ได้จากอาหารสมุนไพร คือ เส้นใยซึ่งเป็นเซลลูโลสในพืชจะทำให้ผู้บริโภคขับถ่ายได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ครงงานศิลปะจากเยื่อกระดาษ
โครงงานนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ การสร้างภาพจากเศษวัสดุ 2 มิติ ของสพท. ขอนแก่น เขต 4 ปี 2551
โครงงานนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ การสร้างภาพจากเศษวัสดุ 2 มิติ ของศูนย์เครือข่ายจตุรมิตร ปี 2551
ครูที่ปรึกษาโครงงาน : นันทนา พัฒนิบูลย์
บทสรุปกิจกรรมของโครงงาน
.......โครงงานนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนเกิดบูรณาการเรียนรู้ระหว่างวิชาศิลปะ กับ การเสริมสร้างนิสัยความประหยัดรู้จักการนำกระดาษที่ทิ้งไว้มาสร้างสรรค์งานศิลปะ เพิ่มมูลค่าสร้างงานสร้างอาชีพได้ และเป็นการส่งเสริมการทำกิจกรรมลดปัญหาโลกร้อน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือการเรียนง่าย ๆ ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย จินตนาการที่ผู้เรียนเกิดขึ้นมีค่ามหาศาลและยังสามารถเพิ่มระดับขีดความสามารถของผู้เรียน นอกจากจะทำงานศิลปะจากเยื่อกระดาษตามรูป และตามจินตนาการแล้วยังสามารถนำงานศิลปะนี้ไปเพ้นท์แก้ว เพ้นท์กระจก ประยุกต์ใช้กับงานอื่น ๆ ได้อีกด้วย นอกจากประโยชน์ที่ได้ดังกล่าวแล้ว
ผู้เรียนยังเกิดสมาธิระหว่างเรียน และทำให้เป็นคนมีจิตใจละเอียดอ่อนโยน กับการเกิดสุนทรียทางด้านงานศิลปะได้อีกด้วยซึ่งการทำงานศิลปะจากเยื่อกระดาษนี้ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมรีไซเคิลกระดาษของโรงเรียนบ้านเสียวโคกกลางของเรา
การเตรียมวัตถุดิบ
.....เริ่มจากการนำเศษกระดาษมาฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วแช่ให้เปื่อยในน้ำ และนำไปเข้าเครื่องปั่นผลไม้ง่าย ๆ เนื่องจากทำปริมาณไม่มาก ถ้าทำปริมาณมาก แนะนำให้ใช้เครื่องปั่นโดยเฉพาะ ซึ่งการเตรียมกระดาษเป็นขั้นตอนเดียวกับการทำกระดาษรีไซเคิลในเบื้องต้น หลังจากนั้นนำไปกรองเอาน้ำออกด้วยวิธีการบีบด้วยมือให้แห้งหมาด ๆ ผสมกับกาวลาเทกซ์ในอัตราที่เหมาะสม แล้วแบ่งสีใส่เก็บลงในกล่องเพื่อกันน้ำระเหยออก พร้อมสำหรับการทำงานศิลปะจากเยื่อกระดาษต่อไป
การทำงานศิลปะจากเยื่อกระดาษ
.......เตรียมรูปภาพ โดยอาจหาได้ง่ายตามแผ่นรูปภาพที่ขายเกลื่อนท้องตลาด เลือกภาพที่ต้องการแล้วปริ๊นใส่กระดาษตัดแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดเท่ารูปที่เตรียมไว้นำไปติดที่พื้นด้านหลังของกระดาษ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กระดาษและเริ่มลงมือโดยการนำเยื่อกระดาษทีละน้อยมาใส่ระบายสีด้วยเยื่อกระดาษที่เตรียมไว้ แล้วแต่จินตนาการ โดยใช้ไม้ลูกชิ้นจิ้มในเยื่อกระดาษ เกลี่ยให้ทั่ว จนเสร็จทั้งรูป หลังจากทำเสร็จอาจใส่กรอบรูป ประดับหรือประยุกต์ใช้กับงานอื่น ๆ ได้

Email Address: kogkang1@thaimail.com
สงวนลิขสิทธิ์โดย นันทนา พัฒนิบูลย์ :nuntanatu.com