เริ่มชีวิตนักเรียนประจำ (ประจำวัด)
             
                 ด้วยบารมีข้าวก้นบาตร ของหลวงพ่อพร (พระครูจันทสารานุวัตร) เจ้าอาวาสวัดห้วยตะแคง ต.เกาะพลับพลา ที่เมตตา รับเด็กน้อย 2 คนพี่น้องไว้ในอุปการะ เนื่องจากคุณแม่ ต้องย้ายไปอยู่ในเมือง แต่เด็กๆ ยังติดพันกับการเรียน ที่โรงเรียนวัดห้วยตะแคง (พรประชานุกูล) ไม่สามารถย้ายระหว่างปีได้ จึงต้องฝากไว้กับหลวงพ่อ โดยที่ครูใหญ่ฉอ้อน ทองพิบูลย์ ก็รับปากว่าจะช่วยดูแลให้อีกแรงหนึ่ง จึงได้เข้าสู่สถานะ "นักเรียนประจำ" คือเรียนที่โรงเรียน กิน - นอน (ที่วัด)

               ขณะนั้นยังเป็น FRESHY คือเพิ่งเข้าประถม 1 หมาดๆ คนพี่อยู่ ป.3 จึงโตพอที่จะดูแลน้องได้


โรงเรียนเล็กๆ บ้านนอก                        
         โรงเรียนวัดห้วยตะแคง เป็นโรงเรียนเล็กๆ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 15 ก.ม. ห่างจากถนนสายหลักมาก สมัยนั้นไม่มีถนนราดยาง ไม่มีรถโดยสาร ต้องอาศัยรถบรรทุกหินในการเดินทาง ชาวบ้านในแถบนั้นมี อาชีพทำหิน คือเจาะหิน ระเบิดหิน ทุบหินขาย แต่ทำด้วยมือ ไม่มีเครื่องจักรเช่นในปัจจุบัน


             นักเรียนก็มาจากครอบครัวในละแวกห้วยตะแคงนอก บ้านเกาะ ห้วยตะแคงใน ห้วยจำปา เขาพลอง เขาสวนหลวง และบ้านนา
ถ้าต่างถิ่นจากนี้ก็ "เด็กวัด" นั่นเอง โรงเรียนเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวยกพื้น ข้างล่างเป็นใต้ถุนโล่ง เป็นสถานที่เล่น (อินดอร์ สเตเดียม) ของเด็กๆ เช่น หมากเก็บ หมากหลุม

             ส่วนสนามกลางแจ้งก็มีด้านหน้าโรงเรียน บริเวณเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้า สำหรับเล่นฟุตบอล และชนช้าง ทั้งช้างใหญ่และช้างน้อย

            ช้างใหญ่  ต้องใช้ 2 คน ให้คนหนึ่งขี่หลังเป็น งาช้าง ใช้มือกอดคออีกคนหนึ่งแล้วยื่นขาไปข้างหน้า เป็นงาช้าง คนที่เป็น เท้าช้าง ก็คือคนที่แบก ก็จะใช้มือจับ งาช้าง ยกขึ้นชนคู่ต่อสู้ ซึ่งขี่หลังเป็นคู่ๆ ในลักษณะเดียวกัน เล่นกันหลายช้าง บางครั้งคู่อื่นกำลังพันตู ควงงาใส่กันอยู่ อีกคู่หนึ่งฉวยโอกาสเข้าด้านหลัง ใช้งาอัดเข้าที่กลางหลัง เจ้าตัวที่ขี่หลัง ที่ใช้เท้าเป็นงา ถึงกับออกอาการจุก บางครั้งบางจังหวะ งาก็เสียบได้ถึงใบหน้าของ เท้าช้าง ได้เหมือนกัน

             ช้างน้อย เล่นเดี่ยว โดยแต่ละคนจะยกขาขึ้นมาข้างหนึ่ง พับปลายเท้าเข้าหาตัวในแนวราบ แตะที่ตะโพก ใช้มือประคอง ที่ต้นขาและปลายเท้า ส่วนหัวเข่า จะยื่นออกไปด้านหน้าเป็น งาช้าง เวลาวิ่งต้องเขย่งด้วยขาข้างเดียว งา จะตกห้อยไม่ได้ การต่อสู้ก็จะใช้หัวเข่า ตีเข้าที่หัวเข่าฝ่ายตรงข้าม ถ้ายืนซดกัน ในระดับเดียวกันไม่เจ็บเท่าไร แต่ถ้าได้จังหวะกระโดดได้สูงเวลาเข้าทำ ก็จะตีได้แรง   ถ้าเผลอมัวแต่ตีด้านหน้า โดยไม่ระวัง อาจจะมีบางตัวชาร์ทเข้ามากระโดดใส่เข้ากลางหลัง เป็นล้มหน้าคว่ำ พร้อมกับอาการจุก พอเลิกเล่นเข้าห้องเรียน เสื้อจะมีแต่รอย งาช้าง ประทับกันทั่วหน้า เหงื่อไหลไคลย้อย นั่งเรียนกันต่อไป

            พวกเราจะเล่นกันในช่วงเช้า ช่วงเพล ส่วนช่วงพักบ่ายไม่ได้เล่นเพราะเป็นการพักช่วงสั้นๆ แต่ก็ไม่พลาดที่จะวิ่งลงไปจองสนามเตยกัน ที่ด้านหลัง โรงเรียน

            และยังมี สนามฝึก อีกแห่งหนึ่ง คือป่าสะแกรอบโรงเรียน พวกเราจะใช้  เป็นที่เล่นหนังคาวบอยกัน ประเภทไล่กวดยิงกัน โดยมีปืนที่หักจากต้นสะแก เลือกเอาตรงที่เป็นง่ามสามแฉก ส่วนที่เป็นกระบอกก็ให้ยาวหน่อย สั้นลงมาเป็นด้าม และต้องมีไกปืนด้วย (ปืนพลาสติกยังไม่มีให้เล่น) มีการจัดฉาก วางตัวแสดงกันแบบในหนัง มีพระเอก มีผู้ร้าย มีนายอำเภอ มีผู้ช่วยพระเอก วิ่งหลบกระสุนที่ทำปาก พิ้วๆๆ ไปตามพุ่มไม้ บางครั้งหมอบคลาน เหมือนสถานการณ์จริงๆ บางรายใจเสาะ พอวิ่งเหนื่อยหน่อย ก็แกล้งตาย ให้เพื่อนแบกขึ้นหลังพาไปเข้าโรงพยาบาล พอหายเหนื่อยก็กลับมาวิ่งต่อ

              ทางเดินจากวัดไปโรงเรียน ต้องข้ามคลอง เป็นสะพานไม้ขนาดใหญ่ที่เรือลำใหญ่ผ่านได้สบาย ๆ ก่อนวันที่จะมีตลาดนัดบริเวนลานหน้าวัด จะมีเรือแจวของแม่ค้า มาจอดค้างคืนรอขายสินค้าพวกเครื่องปรุงในครัว เช่น กะปิ ปลาจ่อม กุ้งจ่อม

            เมื่อลงจากสะพาน ทางซ้ายมือ จะเป็นป่าช้า ต้นไม้ขึ้นรกทึบ เดี๋ยวนี้กลายเป็นสนามฟุตบอลแล้ว มีศาลาสำหรับทำพิธี เป็นอาคารไม้หลังคาสังกะสีเตี้ยๆ ตั้งอยู่ริมทาง บรรยากาศน่ากลัว เวลาเดินผ่านแม้ว่าจะเป็นเวลากลางวัน ต้องมองไปทางขวา ใช้มือซ้ายบังสายตาทางด้านซ้ายไว้ พอลงสะพานได้ ก็ใส่เกียร์วิ่ง จากเชิงสะพานไปถึงโรงเรียนประมาณ 500 เมตร เล่นเอาหอบ บางวันมีลมพัดสังกะสีกระพือ เสียงดัง แกร๊กๆ ก็จะทำสถิติความเร็ว ได้ดีขึ้นอีก แต่ไม่เคยผ่านการคัดตัวเป็นนักวิ่งของโรงเรียนซักปี

มีครูแค่ 3 คน
           เครื่องกีฬามีห่วงยางให้เล่น และที่เด่นอีกประเภทหนึ่งคือ วิ่งเปี้ยว เป็นเสาไม้จริง กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว     2 ต้น ปักแน่นห่างกัน ประมาณ 50 เมตร กลางเสาช่วงที่เด็กๆ ใช้มือจับสำหรับกลับตัว จะเป็นมันเลื่อม บางคนใช้มือจับ เพื่อลดความเร็ว บางคนใช้แขนคล้องเพื่อเหวี่ยงตัวกลับ เสาจึงเป็นมัน

           ด้านหลังอาคารเรียน เป็นพื้นที่โล่งกว้าง  ก็ขีดเส้นทำเป็นสนามเตย ต่อมาเส้นไม่ต้องขีด เพราะวิ่งจนดินลึกลงไป เป็นแนวแทนเส้นแล้ว เล่นกันทั้งนักเรียนชาย นักเรียนหญิง

                 ครูฉอ้อน ทองพิบูลย์ เป็นครูใหญ่ ครูประวัติ ประสานนาม (ศิษย์เก่า วิทยาลัยหมู่บ้านจอมบึงรุ่น 1) และ
ครูเช้า จรูญเรือง ครูเช้าใจดี อารมณ์ดี รับ ป.1 ควบ ป.2 ไป ครูประวัติ ป.3   ส่วน ป.4 กลั่นกรองโดยครูฉอ้อน

               ครูชายล้วน บางปีมีเด็กมาก ต้องเชิญครูอนันต์ เพ็งเกิด และครูเปรื่อง จากโรงเรียนวัดเกาะลอย (ชุณ) มาช่วยสอน  เวลามาสอนก็ต้องเดินลัดทุ่งนามาจากเกาะลอยมาสอน ครูนันต์เคยเล่าว่า บางครั้งเดินอยู่กลางทุ่งนา แล้วเกิดฝนตก ฟ้าคะนอง เกรงว่าจะเป็นสายล่อฟ้า ต้องหมอบ ต้องคลานมาตลอดทาง

             บางครั้งครูยุทธ์ ติ๋วโวหาร ก็ถูกส่งให้มาช่วยสอนเป็นระยะๆ ครูยุทธ์ ไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่มีบ้านพักครู จึงต้องพักที่วัด
ครูยุทธ์ มีฝีมือในการทำน้ำตาลเมา โดยรองน้ำตาลจากจั่นมะพร้าวริมบ่อน้ำในวัด แล้วหมักจนเป็นน้ำตาลเมา แต่ครูไม่ใช่นักดื่ม น้ำตาลเมาจึงถูกส่งไป ให้ ครูสนม ถนอมศรี ชิมเป็นประจำ

             ครูสนม ไม่ใช่ครูประจำการไม่มีวุฒิครู แต่เป็นครูที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านดนตรี ทั้งดนตรีสากล และดนตรีไทย ครูสนม มีแตรวง อยู่วงหนึ่ง เวลามีงานในย่านนี้ก็ใช้แตรวงครูสนม เป็นประจำ ครูสนมจะเป่าทรัมเป็ตนำวง พร้อมร้องส่งด้วย หรือจะเป็นวงปี่พาทย์ ท่านก็เข้าร่วมวงบรรเลงได้เป็นอย่างดี

               ได้พบกับครูครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายนนี้ (2548) สุขภาพยังแข็งแรงดี และมาเป็นวิทยากร สอนดนตรีไทย  ให้กับนักเรียนที่นี่ด้วย   ด้วยวัยใกล้หลัก 90 ปีแล้ว ก่อนที่จะถึงเวลาที่ท่าน ไม่อยากจะพูดจะคุยกับใครแล้ว ต้องรีบตักตวงรับความรู้ทางดนตรีจากท่านให้มากที่สุด ทั้งเครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตี เครื่องเป่า รวมทั้งการแสดงพื้นบ้าน ทั้งลิเก , สวดพระมาลัยและจำอวด

               ครั้งสุดท้าย ก็เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ไปกราบเรียนเชิญท่านรวมตัวนักแสดงรุ่นอายุใกล้ร้อย มาสวดพระมาลัย ในงานศพคุณแม่ตั้ว จันทร์เทวา ผู้ชมที่ได้ชมการแสดงต่างชื่นชม แปลกตา เล่นกันสดๆ ออกบทสวดโอ้เอ้วิหารราย ทำนองเสนาะ ลำตัด ลิเก ทุกรูปแบบ ครั้งนั้น ปล่อยชุดพลายชุมพล มาปิดฉาก ทำเอาผู้ชมติดตราตรึงใจ ส่งแรงใจให้ทิปกันหลายร้อย เพราะพลายชุมพล ทั้งร้อง ทั้งล้ม กว่าจะลาโรงได้ ก็เลยเที่ยงคืน ด้วยล้าเพราะอายุมากแล้ว และเป็นห่วงว่า การแสดงต่างๆ เหล่านี้ จะหายไปพร้อมกับตัวท่านและคณะ ก็ขอให้ท่านอยู่นานๆ สอนลูกหลานให้เยอะๆ แล้วผมจะหาเวลามาเยี่ยม มาคุยด้วย เวลาคุยกับท่าน ต้องปรับเวลา อายุตัวเองลงไปอีกเกือบ 50 ปี จึงจะคุยเป็นเรื่องเดียวกัน

             ครูประวัติ ประสานนาม ครูมีรถจักรยานใช้เพียงคนเดียวในหมู่บ้าน ในสมัยนั้น ใครมีรถจักรยานขี่ ก็นับว่าโก้แล้ว รถครูประวัติจะหรูที่สุด ( เหมือนกับใครมีช้อปเปอร์ขี่ในวันนี้ ) ไม่มีตะแกรงสำหรับพ่วงท้าย แต่มีกระเป๋าหนังสีดำใส่ของแขวนติดกับอานแทน ตอนเย็นๆ ครูจะต้องขี่รถคันโก้ มาเช็ด มาล้าง มาขัดรถโชว์สาวๆ ที่หน้าวัดเป็นประจำ

ได้ครูใหม่มาเพิ่ม เป็นครูผู้หญิง
            ครูนิตยา รัตนไตร และครูประไพ

© copyright : Wadhuaytakang School Ratchaburi. All rights reserved.
Webmaster : who
e-mail :: s173@ratchaburi.org